ราวปีพ.ศ.2528 เครื่อง IBM PC Junior เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผมซื้อมาใช้งาน มีหน่วยความจำเพียงแค่ 128 กิโลไบท์ แต่มีราคาแพงแสนกว่าบาททีเดียว แพงกว่าราคาของโปรแกรม Lotus 1-2-3 รุ่น 1.1 หลายเท่านัก พอจบการศึกษาปริญญาโทแล้วกลับเข้ามาทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นรอบที่สอง ธนาคารเองก็เพิ่งเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกัน วันแรกที่ผมเริ่มทำงานได้จับเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM AT ราคาหลายแสนบาท ซึ่งถือว่าทันสมัยที่สุดในโลกแล้ว ผมก็ทำเครื่องคอมพิวเตอร์เสียเลยล่ะ เพราะอยากลองทุกคำสั่งที่มีอยู่เพื่อสั่งให้เครื่องทำงาน สั่งไปสั่งมาปรากฏว่าเครื่องหยุดทำงานไปเฉยๆ ต้องตามฝ่ายช่างมาแก้ไขให้จึงกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ยุคนั้นเฉพาะบางฝ่ายสำคัญๆเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วยังตั้งเครื่องไว้เป็นของส่วนกลางให้พนักงานในฝ่ายต่อคิวกันใช้ ไม่ได้มีตั้งทุกโต๊ะเหมือนปัจจุบันนี้ และมีเรื่องเล่าว่า มีพนักงานคนหนึ่งใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์จดหมายเสียสวยงาม แต่เมื่อนำไปเสนอให้ผู้จัดการใหญ่กลับถูกดุ เนื่องจากงานพิมพ์จดหมายซึ่งใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอย่างนี้ควรใช้เครื่องพิมพ์ดีด ไม่ควรเสียเวลาไปแย่งใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งควรใช้กับงานสำคัญกว่า

แม้จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้งานกันแล้วก็ตาม แต่ยังมีพนักงานพิมพ์ดีดทำหน้าที่พิมพ์รายงานต่างๆให้โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีด งานคำนวณทั่วไปให้ใช้เครื่องคิดเลขแบบพิมพ์คำตอบบนกระดาษม้วน ส่วนงานคำนวณยากๆหรือต้องสร้างกราฟสวยๆ เพื่อวิเคราะห์วิจัย เป็นงานที่จำเป็นต้องใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่า เลือกใช้ของแพงกับงานซึ่งเลือกแล้วว่าสำคัญเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อหาทางใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีราคาแพงแสนแพงให้คุ้มค่า

ยุคเครื่องราคาถูกและโปรแกรมฟรี

หันกลับมาดูเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันนี้กันบ้าง ราคาถูกลงเหลือเครื่องละไม่กี่หมื่นบาท แถมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำงานเร็วขึ้น สามารถคำนวณให้ผลลัพธ์ในทันที ส่วนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กลับมีราคาที่ดูว่าแพงขึ้น เนื่องจากเรามักใช้วิธีเปรียบเทียบของสองสิ่งเพื่อหาความแตกต่างกัน แม้คอมพิวเตอร์ราคาถูกลงแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ราคาเท่าเดิมก็ตาม เราจะรู้สึกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีราคาแพงอยู่นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มีราคาลดลงจนถูกกว่าราคาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เสียอีก

ภาระราคาค่างวดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น เมื่อบริษัทผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะซื้อหาโปรแกรมซึ่งมีลิขสิทธิ์มาใช้ แต่ถ้ามีทางเลือกอื่นซึ่งไม่ต้องลงทุน เช่น มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฟรีให้ใช้กัน ใครเล่ายังอยากจะจ่ายเงิน ซึ่งหากคิดกันอย่างง่ายๆ มักนึกกันว่า การหันไปใช้โปรแกรมฟรี เท่ากับช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงทุนของแต่ละบริษัทให้เหลือแค่ราคาค่างวดของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงผลกระทบด้านกฎหมาย ด้านระบบงาน ด้านขวัญกำลังใจของพนักงาน ด้านการฝึกอบรม และส่วนซึ่งสำคัญที่สุด คือ ด้านค่าจ้างเงินเดือนพนักงาน

ค่าของคนดูที่ผลของงาน

ค่าจ้างเงินเดือน ถือกันว่าเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรับบรรจุพนักงานเข้ามาแล้วก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือน และทุกปีต้องมีการขึ้นเงินเดือน เป็นภาระซึ่งนับวันจะมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าบริษัทมีอัตรากำลังคนเหมาะสม และคัดเลือกพนักงานซึ่งมีความสามารถสร้างงานได้อย่างมีคุณภาพแล้วจึงเรียกได้ว่า จ่ายเงินคุ้ม

ลองคิดตัวเลขดูสักหน่อย สมมติว่าพนักงานคนหนึ่งชื่อคุณสมชาย รับเงินเดือน 22,000 บาท เดือนหนึ่งมี 22 วัน ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะคิดเป็นค่าแรงของคุณสมชายชั่วโมงละ 125 บาท (=22000/(22*8)) ถ้าคุณสมชายทำหน้าที่งานของตนเต็มที่ สามารถสร้างงานโดยพิมพ์สรุปรายงานออกมาชั่วโมงละ 1 แผ่น จะเห็นได้ว่าต้นทุนซึ่งแฝงอยู่ในผลงาน คิดออกมาเป็นกระดาษแผ่นละ 125 บาททีเดียว บริษัทจึงควรหาทางช่วยให้คุณสมชายสร้างงานเพิ่มมากขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้

ทีนี้ถ้าบริษัทลงทุนจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาให้คุณสมชายใช้ทำงาน หากถือว่าค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าโปรแกรม และค่าฝึกอบรม เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จะทำให้ต้นทุนรวมของบริษัทสูงขึ้นไปอีก ซึ่งกว่าจะวัดได้ว่าคุ้มหรือไม่ก็ต้องรอดูงบกำไรขาดทุน แต่ถ้าถือว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าว เป็นเงินลงทุนซึ่งคุณสมชายเองนั่นแหละต้องสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่า ปัญหาซึ่งน่าคิดต่อไปก็คือ จะวัดจากสิ่งใดจึงจะมั่นใจว่า คุณสมชายสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้คุ้ม

เครื่องมือซึ่งใช้ในการตัดสินใจว่าคุ้มค่าหรือไม่นี้ เกิดจากการเปรียบเทียบผลงานของคุณสมชายในช่วงก่อนกับช่วงหลังจากที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ โดยพิจารณาจากอัตราการสร้างงานของคุณสมชายในชั่วโมงหนึ่ง ว่าสามารถสร้างงานได้มากขึ้นเพียงไร หรืออีกนัยหนึ่งถ้าปริมาณงานของคุณสมชายมีเท่าเดิม คุณสมชายจะต้องสามารถทำงานได้เสร็จเร็วขึ้น และเสียเวลานั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ลดลง

ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ VS ค่าจ้างเงินเดือน

แม้ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์รวมกับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์แล้วมีราคานับหมื่นจนรู้สึกกันว่าแพง แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเงินลงทุนซึ่งจ่ายเพียงครั้งเดียวแล้วสามารถใช้สร้างงานได้ต่อไปอีกนาน ต่างจากค่าจ้างเงินเดือนซึ่งต้องจ่ายกันเป็นรายเดือน เมื่อนำมารวมกันทั้งปีแล้วจะมียอดค่าใช้จ่ายรวมเป็นแสน ซึ่งสูงกว่าค่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไหนๆ บริษัทจึงควรกำหนดเป้าหมายให้พนักงานเหล่านั้น เรียนรู้วิธีใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อสร้างงานให้ได้มากที่สุด

จากตัวอย่างเดิมคุณสมชาย รับเงินเดือน 22,000 บาท เดือนหนึ่งมี 22 วัน ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะคิดเป็นค่าแรงของคุณสมชายชั่วโมงละ 125 บาท (=22000/(22*8)) จากนั้นบริษัทจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาให้คุณสมชายใช้ทำงาน มีต้นทุนรวม 25,000 บาท คุณสมชายจะต้องใช้เวลาทำงานเพียง 200 ชั่วโมง จึงจะสร้างงานซึ่งมีมูลค่าคุ้มกับค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ (25000/125 = 200)

ถ้าคุณสมชายใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างงานได้รวดเร็วขึ้น สามารถลดเวลาที่ตนนั่งเสียเวลาทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้วันละ 1 ชั่วโมง บริษัทจ้างคุณสมชายไม่ถึงปีคือเพียง 200 วันก็ได้ผลงานคุ้มค่ากับค่าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ซึ่งเวลาทำงานที่ลดลงไปได้นี้คุณสมชายสามารถนำไปสร้างงานอย่างอื่นๆได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามหากคุณสมชายมีความสามารถลดเวลาทำงานได้เพียงวันละ 15 นาทีหรือ 0.25 ชั่วโมง จะต้องใช้เวลาทำงานถึง 800 วันจึงจะคุ้ม ขอให้ดูจากตารางคำนวณในเซลล์ D10 ซึ่งเป็นตารางสรุปจำนวนวันซึ่งจะคุ้มทุน เมื่อพิจารณาจากค่าแรงพนักงานต่อเดือนกับจำนวนชั่วโมงทำงานที่คาดว่าจะลดได้ต่อวัน

ค่าอบรมคอมพิวเตอร์ VS ค่าจ้างเงินเดือน

เมื่อคุณสมชายใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าใด บริษัทจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าเร็วขึ้นเท่านั้น บริษัทจึงควรส่งคุณสมชายไปเข้าอบรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไปเราจะหาต่อไปว่า คุณสมชายต้องใช้เวลาทำงานกี่วันจึงจะคุ้มค่าอบรมที่เสียไป

สมมติค่าอบรมคอมพิวเตอร์ 5,000 บาท จากตัวอย่างเดิมของคุณสมชาย หากการอบรมคอมพิวเตอร์นั้นมีประโยชน์ สามารถช่วยลัดขั้นตอนการใช้คอมพิวเตอร์ได้วันละ 1 ชั่วโมง คุณสมชายใช้เวลาทำงานเพียง 40 วันก็คุ้มแล้ว หรือถ้าคุณสมชายลดเวลาทำงานได้วันละ 15 นาที ต้องใช้เวลาทำงานนานขึ้นหน่อยเป็น 160 วันจึงจะคุ้ม

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณสมชายใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเช้าชามเย็นชาม หรือคุณสมชายทำงานเต็มที่แล้วแต่ติดปัญหาว่า บริษัทเลี่ยงไปใช้โปรแกรมฟรี ซึ่งมีประสิทธิภาพในการใช้งานลดลง ส่งผลให้ใช้เวลาทำงานนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์นานขึ้น ลองนำค่าแรง 125 บาทต่อชั่วโมงของคุณสมชายคูณเข้าไปกับเวลาทำงานที่ใช้มากขึ้น จะได้ต้นทุนค่าเสียโอกาส จึงหวังว่าวิธีการคำนวณนี้จะเป็นเครื่องช่วยชี้ให้วัดเป็นตัวเงินได้ชัดเจนขึ้นว่า คุณใช้ Excel หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณคุ้มค่าหรือยัง

Author: สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติEmail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

E-Learning

Go to top