Recently in Tips and Tools Category

            วันนี้ผมมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังสำหรับท่านที่เป็นลูกจ้างซึ่งต้องถูกนายจ้างหักค่าจ้างเพื่อนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมกันทุกเดือน ซึ่งผมเชื่อว่าบางท่านก็อาจจะทราบสิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รับจากกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างดี ในขณะที่อีกหลาย ๆ ท่านก็อาจจะทราบเป็นบางส่วน หรือหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบเพราะไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเลยก็มี วันนี้ผมจึงนำเรื่องน่ารู้เหล่านี้มาบอกให้ท่านทราบอีกครั้งนะครับ

บทนำ ท่านเคยถามตัวเองดูบ้างไหมครับว่า การที่ท่านต้องทำงานอยู่ทุกวันนี้น่ะท่านมีอะไรมาเป็นแรงจูงใจให้ท่านยังคงต้องทำงานอยู่จนทุกวันนี้ ? บางท่านอาจจะตอบว่า "ก็เพราะค่าจ้าง (หรือเงินเดือน) ที่ได้รับอยู่ทุกเดือนน่ะสิ เพราะไม่ทำงานแล้วจะหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ยังไงล่ะ " ในขณะที่หลายท่านกลับตอบว่า "งานต้องมั่นคงต่างหาก เพราะถ้าได้เงินเดือนมาก ๆ แต่ทำไปสัก 3-4 เดือนแล้วบริษัทปิดต้องถูกลอยแพก็ไม่ไหวเหมือนกัน" แต่สำหรับท่านที่ทำงานอยู่กับองค์กรที่มีความมั่นคงดีอยู่แล้วได้รับเงินเดือนที่ตัวเองพอใจแล้วก็อาจจะตอบว่า "ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่างหาก" เรียกได้ว่าคำตอบของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับทัศนคติ,ค่านิยม,สถานภาพของคน ๆ นั้นซึ่งอยู่ในสถานะที่แตกต่างกันไปตามฐานานุรูปของแต่ละคนครับ แต่สิ่งที่เหมือนกันของทุกคำตอบคือในการทำงานทุกงานจะต้องมี "แรงจูงใจ" เข้ามาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้คนอยากทำงานครับ !

เจาะเวลา...หาอดีต

หากมองย้อนหลังไปเมื่อหลายปีที่แล้วผมเชื่อว่าท่านยังคงจำได้ว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เราได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในประเทศไทยโดยเริ่มจากการปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวเป็นจุดเริ่มต้น ต่อจากนั้นก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ติดตามมาอีกมากมายหลายประการซึ่งผมคงไม่ต้องท้าวความให้เยิ่นเย้อเปลืองกระดาษอีกนะครับ

ประเด็นที่พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจก็คือ ก่อนหน้านั้นเรา(อาจจะ)เคยมีความเชื่อกันว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเข้มแข็ง เรากำลังจะเป็นเสือตัวต่อไปของเอเซีย(NICs) เราคิด(เอาเองในขณะนั้น)ว่าองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่เมื่อเอ่ยชื่อก็เป็นที่รู้จักกันทั้งเมืองไทยน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือ

เพราะแต่ละองค์กรก็มีตัวเลขของการเจริญเติบโตหรือการทำกำไรอยู่ในระดับสูง ๆ กันทั้งนั้น เราจึงเชื่อว่าผู้บริหารในองค์กรต่าง ๆ ที่ผมพูดถึงน่าจะมีวิสัยทัศน์ที่ดีและไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดหรือบกพร่องในการบริหารจัดการ แน่นอนว่าในช่วงนั้นไม่มีใครจะคาดคิดว่าจะมีการล่มสลายของธุรกิจมากมายถึงขนาดนี้ใช่ไหมครับ

เมื่อพูดถึงกฎ 80/20 ผมคิดว่าคงมีหลาย ๆ ท่านเคยได้ยินหรือได้ทราบมาบ้างแล้วนะครับ แต่สำหรับท่านที่เคยฟังผ่าน ๆ หรือท่านที่ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมอยากจะขอเชิญชวนให้ท่านมาทำความเข้าใจในกฎที่น่าสนใจนี้ไปพร้อมกันเลยนะครับ

ในปีคศ.1906 (ตรงกับพศ.2449) ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนคนหนึ่งชื่อ วิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Pareto) ได้สร้างสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายการกระจายของสมการที่ไม่เท่ากัน (The unequal distribution) ของความมั่งคั่งในประเทศอิตาลี ซึ่งผลจากการสำรวจนี้บอกไว้ว่า ประชากรราว 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของความมั่งคั่งถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ

พูดง่าย ๆ ว่าในอิตาลีมีคนรวยอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมดซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินรวมแล้วคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินคนทั้งประเทศแหละครับ

อีกประมาณ 34 ปีต่อมาคือในราวช่วงปลายทศวรรษ 1940 (พศ.2483 ประมาณช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ดร.โจเซฟ จูแรน (Dr.Joseph M.Juran) ได้เรียกกฎดังกล่าวว่าเป็นกฎ 80/20 ของพาเรโต (80/20 Rule to Pareto หรือ Pareto’s Principle หรือ Pareto’s Law)

บทนำ

เมื่อพูดถึงคำว่า “ความเครียด” ทุก ๆ ท่านคงทราบกันดีนะครับว่ามีพิษสงขนาดไหน ถามว่ามีใครอยากจะให้ความเครียดมาอยู่กับตัวบ้าง ก็ตอบว่าถ้าเลือกได้ก็คงไม่เลือกเอาเจ้าตัวเครียดมาอยู่กับเราแน่ ๆ แต่ทำยังไงได้ครับหลายครั้งที่ความเครียดเข้ามาหาเราอย่างเงียบ ๆ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังเริ่มเครียดอยู่ลึก ๆ ในจิตใจ ในขณะที่บ่อยครั้งที่เรารู้ตัวเองดีเลยว่านี่ฉันกำลังเริ่มเครียดแล้วนะ

สรุปได้ว่าเจ้าความเครียดนี่จะเข้ามาหาเราทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวเลยครับ!!

About this Archive

This page is an archive of recent entries in the Tips and Tools category.

Recruitment and Selection is the previous category.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.

Tips and Tools: Monthly Archives