วันนี้ผมมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังสำหรับท่านที่เป็นลูกจ้างซึ่งต้องถูกนายจ้างหักค่าจ้างเพื่อนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมกันทุกเดือน ซึ่งผมเชื่อว่าบางท่านก็อาจจะทราบสิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รับจากกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างดี ในขณะที่อีกหลาย ๆ ท่านก็อาจจะทราบเป็นบางส่วน หรือหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบเพราะไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเลยก็มี วันนี้ผมจึงนำเรื่องน่ารู้เหล่านี้มาบอกให้ท่านทราบอีกครั้งนะครับ
Recently in HR Share Knowledge Category
บทนำ
หากจะถามว่า “วัฒนธรรมองค์กรคืออะไร ?” หลาย ๆ คนอาจจะตอบว่า “ก็คงหมายถึงสิ่งที่คนเขาปฏิบัติที่สืบต่อกันมาในองค์กรน่ะสิ” แล้วความคิดในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรคงจะจบลงแค่นั้น ซึ่งหากท่านจะลองคิดให้ไกลไปอีกสักนิดก็จะพบว่าวัฒนธรรมองค์กรมีความหมายมากมายกว่านั้น เพราะการที่องค์กรของท่านอยู่ยงคงกระพันฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมานานับประการจนดำรงคงอยู่ในปัจจุบันนั้น ก็เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรของท่านเข้าไปมีส่วนร่วมมาตั้งแต่อดีต และจะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งต่อองค์กรในอนาคตอีกด้วย
เอาล่ะครับ ได้เวลาตามผมมาพบกับเรื่องราวของวัฒนธรรมองค์กรที่จะให้คำตอบกับท่านว่าเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กรได้อย่างไร....
ก่อนเข้าเรื่อง
คงไม่มีองค์กรไหนที่ไม่อยากได้คนเก่งคนดีทำงานอยู่ด้วยใช่ไหมครับ ? แน่ะ ! พอเริ่มต้นก็ขึ้นด้วยประโยคคำถามเลย ผมว่าทุกองค์กรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ต่างก็อยากได้คนที่มีความรู้ความสามารถทำงานอยู่กับตัวทั้งนั้นแหละครับ
เมื่อไหร่ที่พนักงานที่ทำงานดี มีความรับผิดชอบสูง รู้ใจ มอบหมายงานอะไรไปแล้วสบายใจได้ว่าสำเร็จทุกครั้งมายื่นใบลาออกแล้วละก็ ผู้บังคับบัญชาก็ใจหล่นวูบลงไปพักหนึ่งเลยทีเดียว และก็มักจะถ่วงเวลาโดยให้คนเก่ง ๆ เหล่านั้นกลับไปคิดทบทวนใหม่เสียก่อน ค่อยมายื่นใบลาออกใหม่อีกครั้ง
ท่านเป็นแบบที่ผมพูดมานี้ใช่ไหมครับ ?
จากเหตุการณ์ที่ผมยกมานี้ จึงทำให้ผู้บริหารระดับสูงหาแนวทางหรือวิธีการที่จะธำรงรักษาพนักงานที่เรียกได้ว่าเป็นยอดหัวกระทิ ที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารระดับสูง (Top Executive) หรือผู้นำองค์กรในอนาคต (Future leader) ให้อยู่กับองค์กรและเจริญเติบโตในหน้าที่การงานพร้อมไปกับ การวางแผนด้านสายความก้าวหน้า ตลอดจนเสริมความรู้และทักษะให้กับยอดหัวกระทิเหล่านั้น ให้มีความพร้อมและมีความภักดี (Loyalty) ต่อองค์กร ไม่คิดหนีไปไหนง่าย ๆ
จึงเป็นที่มาของคำว่า “Talent Management” ไงล่ะครับ
บทนำ
ผมเคยเขียนเรื่อง “สัญญาณอันตราย...องค์กรเป็นพิษ” มาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งพูดถึงลักษณะแนวโน้มที่องค์กรกำลังจะเริ่มเป็นพิษ, เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความเป็นพิษในองค์กร และใครบ้างที่มีส่วนทำให้องค์กรเกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษไปแล้ว ท่านที่เคยอ่านผ่านตาไปแล้วคงยังพอจำกันได้นะครับ
ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเกิดความเป็นพิษขึ้นในองค์กรใด คนที่ได้รับผลจากความเป็นพิษนั้น ก็คงไม่แคล้วพนักงานที่ทำงานในองค์กรนั้นนั่นเอง
คงไม่มีใครอยากอยู่ทำงานในองค์กรเป็นพิษเป็นแน่ !
เรามักจะได้ยินคนที่อาศัยในกรุงเทพมหานครพูดกันอยู่เสมอ ๆ นะครับว่า กรุงเทพนี้น่ะมีมลภาวะอยู่รอบตัวไปหมด ไหนจะมลภาวะทางเสียง ทางอากาศทั้งไอเสียจากรถสารพัดชนิด ทั้งจากฝุ่นละออง ไหนจะมลภาวะจากโจรผู้ร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสะพานลอยต่าง ๆ ฯลฯ โดยมลภาวะเหล่านี้จะเป็นผลมาจากความเจริญด้านวัตถุ ซึ่งไม่เฉพาะในกรุงเทพนะครับ จะพบเห็นมลภาวะเหล่านี้ได้แทบจะทุกเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกเลยทีเดียว
เราจะทราบได้อย่างไรครับว่าสภาพแวดล้อมที่เราพบเห็นทุกวันเริ่มมีมลภาวะ ?
บทนำ
ยุคนี้เป็นยุคที่เรามักจะได้ยินคำว่า CEO หรือ Chief Executive Officer กันจนชินหูเลยนะครับ ซึ่งก็จะมีคำแปลต่าง ๆ กันไป แต่สรุปความหมายคือผู้นำสูงสุดขององค์การที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจ หรือที่เขามักจะเรียกว่าผู้นำแบบบูรณาการ
แต่โลกเรานี้ก็มีสองด้านอยู่เสมอนะครับมีความสำเร็จก็ต้องมีล้มเหลว เช่นเดียวกัน CEO ที่ผมพูดถึงนี้ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะชอบฟังแต่สิ่งที่ดี ๆ ทำให้บางครั้งมองข้ามที่สิ่งที่ไม่อยากจะฟังไป ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่ล้มเหลวนั้นอาจเป็นข้อเตือนใจที่ไม่ทำให้เราทำผิดซ้ำกับที่คนอื่นได้ทำมาแล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นได้นะครับ
วันนี้ผมเลยมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับผู้นำ หรือ CEO ที่ประสบความสำเร็จซึ่งเผยแพร่อยู่ใน ยู.เอส.เอ.ทูเดย์ ด็อทคอม โดยคุณ เดนิส เกิร์สเทน และ สาเหตุที่ CEO ประสบความล้มเหลวโดย ดร.เดวิด ด็อทลิซ และ ดร.ปีเตอร์ ไคโร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำในทุกระดับมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแง่คิดสำหรับท่านดังนี้ครับ