เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประกันสังคม (ตอนที่ 1)

            วันนี้ผมมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังสำหรับท่านที่เป็นลูกจ้างซึ่งต้องถูกนายจ้างหักค่าจ้างเพื่อนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมกันทุกเดือน ซึ่งผมเชื่อว่าบางท่านก็อาจจะทราบสิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รับจากกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างดี ในขณะที่อีกหลาย ๆ ท่านก็อาจจะทราบเป็นบางส่วน หรือหลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบเพราะไม่เคยใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเลยก็มี วันนี้ผมจึงนำเรื่องน่ารู้เหล่านี้มาบอกให้ท่านทราบอีกครั้งนะครับ

การประกันสังคมคืออะไร ?

            การประกันสังคม คือการสร้างหลักประกันสังคมในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มีรายได้และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลและมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง

            ข้างต้นนี้คือเจตนารมณ์และความหมายของการก่อตั้งกองทุนประกันสังคมนี้ขึ้นมาครับ ซึ่งงานประกันสังคมดังกล่าวนี้ก็มีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 และมีพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2546 นี้เองครับ

ผู้ประกันตนคือใคร ?

            คือลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันเข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

            พูดง่าย ๆ ก็คือองค์กรบริษัทใดแม้มีพนักงานเพียง 1 คนก็ต้องมีการดำเนินการนำส่งเงินสมทบคือหักค่าจ้างร้อยละ 5 และนายจ้างต้องสมทบอีกร้อยละ 5 ของค่าจ้างซึ่งคำนวณจากฐานค่าจ้างเป็นรายเดือนต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท

            ยกตัวอย่างเช่น นายอดุลย์ทำงานในบริษัท กขค.จำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 25,000 บาท บริษัท กขค. จะต้องหักเงินนายอดุลย์ 5 เปอร์เซ็นต์ของ 15,000 บาท (เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้หักเงินในส่วนของลูกจ้างได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท) ดังนั้น นายอดุลย์จะถูกหักเงินทุกเดือน ๆ ละ 750 บาท และบริษัท กขค.ก็จะต้องสมทบเข้าไปอีก 5 เปอร์เซ็นต์ของ 15,000 บาท (เพราะกฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบให้กับลูกจ้างเท่า ๆ กันคือฝ่ายละ 5 เปอร์เซ็นต์) เป็นเงิน 750 บาท รวมเงินสมทบของพนักงานกับบริษัทที่ต้องหักในแต่ละเดือนเท่ากับ 1,500 บาท โดยรัฐก็จะออกเงินสมทบช่วยด้วยอีก 2 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลในปี 2552) หากคิดตามตัวอย่างนี้ก็คือ 300 บาท ก็จะรวมเป็นเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งสิ้นในกรณีของนายอดุลย์คือ 1,800 บาทต่อเดือน

            ซึ่งนายจ้างจะต้องมีหน้าที่หักเงินสมทบดังที่ผมยกตัวอย่างมานี้ส่งสำนักงานประกันสังคมทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง หากนำส่งเงินสมทบไม่ทันหรือส่งไม่ครบก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่ได้นำส่งหรือจำนวนเงินที่ขาดอยู่ครับ

            ในตอนนี้สถานะของลูกจ้างจะถูกเรียกว่า "ผู้ประกันตน" ครับ ซึ่งผู้ประกันตนก็จะได้รับ "บัตรรับรองสิทธิ" เมื่อได้ขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนแล้ว (การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนนั้นทางนายจ้างหรือบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้กับลูกจ้างครับ) ซึ่งผู้ประกันตนก็ต้องเลือกสถานพยาบาลด้วยนะครับว่าอยากจะใช้บริการในสถานพยาบาลไหนที่ตนเองสะดวก

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมีอะไรบ้าง ?

            เอาล่ะครับเรามาสู่สิทธิประโยชน์ที่หลาย ๆ คนอยากทราบกันแล้ว ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รรับจากสำนักงานประกันสังคมมีดังนี้ครับ

  1. กรณีเจ็บป่วยหรือประสบภัยอันตรายที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ท่านจะได้รับรับการรักษาในสถานพยาบาลที่ท่านกำหนดไว้ (ที่ผมบอกไปแล้วก่อนหน้านี้) รวมถึงเงินทดแทนการขาดรายได้ในขณะพักรักษาตัว บางท่านอาจจะสงสัยว่า "แล้วถ้าหากเจ็บป่วยหรือประสบภัยอันตรายในขณะปฏบัติงานล่ะ..ไม่สามารถจะรักษาพยาบาลได้เลยหรือ ?" คำตอบก็คือหากท่านประสบอันตรายหรืออุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสภาพการทำงานหรือในระหว่างปฏิบัติงาน เช่น สมมุติพนักงานกำลังปฏิบัติงานอยู่ในไลน์การผลิตแล้วถูกไฟฟ้าซ็อตหมดสติไปต้องนำส่งโรงพยาบาลนั้น ก็ต้องไปดำเนินการติดต่อขอรับสิทธิต่าง ๆ เช่นค่ารักษาพยาบาลจากทางกองทุนเงินทดแทนครับ เพราะกองทุนเงินทดแทนจะดูแลรับผิดชอบในเรื่องของการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุของลูกจ้างอันเนื่องมาจากการทำงานครับ
  2. กรณีคลอดบุตร จะได้ค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร
  3. กรณีทุพพลภาพ จะได้เงินค่าบริการทางการแพทย์และเงินทดแทนการขาดรายได้ ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์บำบัดรักษาโรค ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพ ค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
  4. กรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
  5. กรณีสงเคราะห์บุตร จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอายุไม่เกิน 6 ปี คราวละไม่เกิน 2 คน โดยเหมาจ่ายเดือนละ 350 บาท ต่อบุตร 1 คน
  6. กรณีชราภาพ จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ หรือเงินบำนาญชราภาพ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน
  7. กรณีว่างงาน หากถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ปีละไม่เกิน 180 วัน หากลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 30 ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 90 วัน

สิทธิใน 4 ข้อแรกลูกจ้างจะได้รับความคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

ครับ

เมื่อไหร่จึงจะได้รับสิทธิ ?

            มาถึงตรงนี้ท่านอาจจะมีคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้รับสิทธิที่บอกมาข้างต้นกันล่ะ ? ขอเฉลยว่าการได้รับสิทธิต่าง ๆ จะขึ้นกับเงื่อนไขดังนี้ครับ

  1. กรณีเจ็บป่วย และทุพพลภาพ ผู้ประกันตนจะได้สิทธิต่อเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
  2. กรณีคลอดบุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันคลอด
  3. กรณีตาย เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย
  4. กรณีสงเคราะห์บุตร เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน
  5. กรณีชราภาพ มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเมื่อเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเมื่อเสียชีวิต
  6. กรณีว่างงาน เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน

 

ผมได้นำเรื่องน่ารู้ที่ผู้ประกันตน (หรือลูกจ้าง) ควรทราบในเบื้องเกี่ยวกับการประกันสังคมมาเล่า

แจ้งแถลงไขกันพอสมควรแล้วนะครับ ข้อมูลข้างต้นทั้งหมดนี้ต้องขอขอบคุณสำนักงานประกันสังคมที่กรุณาให้ผมมาเมื่อตอนที่ผมไปติดต่อกับทางสำนักงานเพื่อนำมาเผยแพร่และเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ ท่าน

            หากท่านใดยังมีข้อสงสัยจะสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ เพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 1506 ซึ่งเป็น Call Center ของทางสำนักงาน หรือจะเข้าไปดูข้อมูลที่ www.sso.go.th ก็ได้นะครับ.