Recently in Excel Formula and Function Category

A Function

| | Comments (0) | TrackBacks (0)

ลองสังเกตกันบ้างไหมครับว่าใน Microsoft Excel นั้นจะมีฟังก์ชันอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมองดูชื่อแล้วจะคล้าย ๆ  กันเพียงแต่มีอักษร  A  ต่อท้ายเท่านั้น    ฟังก์ชันที่ถูกกล่าวถึงอยู่นั้นก็คือ

 

AVERAGEA

COUNTA

MINA

MAXA

STDEVA

STDEVPA

VARA

VARPA

 

       แล้วฟังก์ชันเหล่านี้คืออะไร ?  ทำไมต้องมี A  ต่อท้าย ?  แล้วมันต่างกันอย่างไรกับฟังก์ชันปรกติ ?  นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลาย ๆ คน

 

        เหตุที่ Excel ต้องมีฟังก์เหล่านี้ก็เนื่องจาก Excel ต้องการให้เข้ากับ กลุ่มฟังก์ชันเดิม ใน Lotus 1-2-3 อย่างสมบูรณ์  ซึ่งน่าจะมีชื่อเรียกกลุ่มฟังก์ชันนี้ว่า A-Functions (เนื่องจากมีอักษร A ต่อท้ายทุกตัว)

วิชาตรรกศาสตร์ ( Tautology ) โดยใฃ้ and , or , not function

Hyperbola graph

|

Hyperbola graph กับ rand() function

Parabola graph

|

Parabola graph กับ rand() function

character map

|

character map

การแก้สมการหลายตัวแปรโดย Excel
ในการแก้สมการหาค่าตัวแปรในสมการนั้นเราเคยเรียนกันมาแล้วตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จนแม้แต่จบจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังต้องมีอันให้ใช้อยู่เรื่อยไป วันนี้ก็เลยอยากจะเสนอวิธีนำ Excel มาใช้ช่วยหาคำตอบของสมการหลายตัวแปรเหล่านี้ครับ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจของคำแต่ละคำที่ผมจะใช้และหลักการสักเล็กน้อยดังนี้
1. ตัวแปร หมายถึงตัวที่เรายังไม่ทราบค่าที่เรากำลังต้องการจะหาค่าของมัน ส่วนมากมักจะถูกเขียนแทนด้วย X , Y , Z
2.สัมประสิทธิ์ คือ ตัวเลขที่อยู่หน้าตัวแปร เช่น 3X สัมประสิทธิ์ของ X ก็จะเท่ากับ 3 เป็นต้น
เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเข้าเรื่องเลย ละกันนะครับ
สมมติ คุณมีปัญหาต้องการหาค่าของตัวแปรตามสมการด้านล่างนี้
3X+5Y-Z = 20
2X-5Y+Z = 10
X+ Y+ Z = 10

วิธีการใช้ Excel แก้ปัญหาก็ทำได้ดังนี้
1. ให้นำสัมประสิทธิ์ของตัวแปร X , Y และ Z ของสมการที่ 1 มาใส่ลงใน Excel ให้เหมือนกับ Matrix เป็น แถวที่ 1 และนำสัมประสิทธิ์ของตัวแปร X , Y และ Z ของสมการที่ 2 และ 3 มาใส่เป็นแถวที่ 2 และ 3 ตามลำดับ (ถ้าคุณมีมากกว่านี้ก็ใส่ต่อไปเรื่อย ๆ จนครบนะครับ)
ข้อสังเกต ในการแก้สมการหลายตัวแปรนั้นส่วนใหญ่ต้องมีจำนวนสมการเท่ากันกับจำนวนตัวแปรหรือมากกว่านะครับถึงจะสามารถหาคำตอบได้

จากข้อ 1 ผมจะใส่ข้อมูลที่ B2 = 3 , C2 = 5 , D2=-1 ,B3 =2 , C3 = -5 , D3 = 1, B4 = 1 , C4 = 1 และ D4= 1

Matrix_1.gif

2. ให้นำผลลัพธิ์ของสมการที่เป็นค่าคงที่ใส่ที่ F2:F3 ดังรูป

Matrix_2.gif

3. ต่อไปจะเป็นการหาคำตอบโดยใช้ Function MMULT และ MINVERSE รายละเอียดของ 2 Function นี้คร่าว ๆ ก็คือ

=MMULT(array1,array2)

เป็น Function สำหรับหาผลคูณของ 2 Matrix ใด ๆ ( Matrix ใด ๆ ที่สามารถคูณกันได้ด้วยนะครับ )
=MINVERSE(array)

เป็น Function สำหรับหา อินเวอร์ส ของ Matrix ใด ๆ ( Matrix ขนาด N x N - แถว=หลัก )
ให้คุณทำการเลือกที่ J2:J4 แล้วใส่สูตรเข้าไปดังนี้ครับ (แบบ Array)
=MMULT(MINVERSE(B2:D4),F2:F4)

หลังจากใส่สูตรเรียบร้อยแล้วให้กด Ctrl + Shift + Enter พร้อมกัน แทนการกด Enter ปุ่มเดียวอย่างที่เคยนะครับ
หลังจากนั้นคุณจะพบตัวเลขปรากฏที่ ๋J2:J4 คือ 6,1 และ 3 ตามลำดับดังรูป ตัวเลขเหล่านี้ก็คือค่าของตัวแปร X,Y,Z ที่เราต้องการครับ

Result.gif

ปล.ถ้าสมการที่เราต้องการหาคำตอบเป็นชุดสมการที่ไม่มีคำตอบหรือไม่สามารถหาคำตอบที่สอดคล้องกับสมการได้
ที่ J2:J4 จะแสดงค่า ERROR #VALUE

การแก้สมการหลายตัวแปรโดย Excel
ในการแก้สมการหาค่าตัวแปรในสมการนั้นเราเคยเรียนกันมาแล้วตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จนแม้แต่จบจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังต้องมีอันให้ใช้อยู่เรื่อยไป วันนี้ก็เลยอยากจะเสนอวิธีนำ Excel มาใช้ช่วยหาคำตอบของสมการหลายตัวแปรเหล่านี้ครับ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจของคำแต่ละคำที่ผมจะใช้และหลักการสักเล็กน้อยดังนี้
1. ตัวแปร หมายถึงตัวที่เรายังไม่ทราบค่าที่เรากำลังต้องการจะหาค่าของมัน ส่วนมากมักจะถูกเขียนแทนด้วย X , Y , Z
2.สัมประสิทธิ์ คือ ตัวเลขที่อยู่หน้าตัวแปร เช่น 3X สัมประสิทธิ์ของ X ก็จะเท่ากับ 3 เป็นต้น
เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเข้าเรื่องเลย ละกันนะครับ
สมมติ คุณมีปัญหาต้องการหาค่าของตัวแปรตามสมการด้านล่างนี้
3X+5Y-Z = 20
2X-5Y+Z = 10
X+ Y+ Z = 10

วิธีการใช้ Excel แก้ปัญหาก็ทำได้ดังนี้
1. ให้นำสัมประสิทธิ์ของตัวแปร X , Y และ Z ของสมการที่ 1 มาใส่ลงใน Excel ให้เหมือนกับ Matrix เป็น แถวที่ 1 และนำสัมประสิทธิ์ของตัวแปร X , Y และ Z ของสมการที่ 2 และ 3 มาใส่เป็นแถวที่ 2 และ 3 ตามลำดับ (ถ้าคุณมีมากกว่านี้ก็ใส่ต่อไปเรื่อย ๆ จนครบนะครับ)
ข้อสังเกต ในการแก้สมการหลายตัวแปรนั้นส่วนใหญ่ต้องมีจำนวนสมการเท่ากันกับจำนวนตัวแปรหรือมากกว่านะครับถึงจะสามารถหาคำตอบได้

จากข้อ 1 ผมจะใส่ข้อมูลที่ B2 = 3 , C2 = 5 , D2=-1 ,B3 =2 , C3 = -5 , D3 = 1, B4 = 1 , C4 = 1 และ D4= 1

Matrix_1.gif

2. ให้นำผลลัพธิ์ของสมการที่เป็นค่าคงที่ใส่ที่ F2:F3 ดังรูป

Matrix_2.gif

3. ต่อไปจะเป็นการหาคำตอบโดยใช้ Function MMULT และ MINVERSE รายละเอียดของ 2 Function นี้คร่าว ๆ ก็คือ

=MMULT(array1,array2)

เป็น Function สำหรับหาผลคูณของ 2 Matrix ใด ๆ ( Matrix ใด ๆ ที่สามารถคูณกันได้ด้วยนะครับ )
=MINVERSE(array)

เป็น Function สำหรับหา อินเวอร์ส ของ Matrix ใด ๆ ( Matrix ขนาด N x N - แถว=หลัก )
ให้คุณทำการเลือกที่ J2:J4 แล้วใส่สูตรเข้าไปดังนี้ครับ (แบบ Array)
=MMULT(MINVERSE(B2:D4),F2:F4)

หลังจากใส่สูตรเรียบร้อยแล้วให้กด Ctrl + Shift + Enter พร้อมกัน แทนการกด Enter ปุ่มเดียวอย่างที่เคยนะครับ
หลังจากนั้นคุณจะพบตัวเลขปรากฏที่ ๋J2:J4 คือ 6,1 และ 3 ตามลำดับดังรูป ตัวเลขเหล่านี้ก็คือค่าของตัวแปร X,Y,Z ที่เราต้องการครับ

Result.gif

ปล.ถ้าสมการที่เราต้องการหาคำตอบเป็นชุดสมการที่ไม่มีคำตอบหรือไม่สามารถหาคำตอบที่สอดคล้องกับสมการได้
ที่ J2:J4 จะแสดงค่า ERROR #VALUE

About this Archive

This page is a archive of recent entries in the Excel Formula and Function category.

Excel Chart is the previous category.

Excel General is the next category.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.

Powered by Movable Type 4.32-en