หลายสิบปีที่หันมาสนใจธรรมและการฝึกสมาธิ ผมมีความเข้าใจหลายเรื่องทีเดียวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอด ก่อนโน้นเคยคิดว่าตัวเองเข้าใจถูกต้อง พอปฏิบัติให้มากขึ้นก็พบว่าเข้าใจผิดพลาดหลายอย่าง ทำให้ทุกวันนี้ไม่ค่อยอยากพูดเล่าเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิของตนนัก เพราะยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดมาก ซึ่งที่เขียนขึ้นเว็บนี้ก็เพียงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้อื่นได้ประโยชน์บ้าง และคงไม่มีใครคิดว่าจะพบเรื่องธรรมปฏิบัติในเว็บที่เน้นแต่เรื่อง Excel กันหรอกใช่ไหม
คนส่วนมากมักสงสัยกันเรื่องสมถะกับวิปัสสนาว่าต่างกันอย่างไร ผมก็คนหนึ่งล่ะที่เคยสงสัย และที่ใช้คำว่า เคย ก็เพราะยังสงสัยอยู่ว่าที่ตนคิดว่าเข้าใจแล้วนั่นน่ะเข้าใจถูกต้องจริงไม่ เอาเป็นว่าตอนนี้เข้าใจแล้วว่าสมถะกับวิปัสสนาต่างกัน และคิดว่าเข้าใจด้วยว่าสมถะเชื่อมต่อกับวิปัสสนาได้อย่างไร
ความเข้าใจที่เกิดขึ้นนี้ได้มาจากการปฏิบัติ ขอให้ผู้ที่สงสัยพยายามแก้ความสงสัยด้วยการปฏิบัติ อย่าเอาแต่สงสัยจนไม่ได้เริ่มต้นทำกันสักที พยายามฝึกให้ถึงที่สุดแล้วก็จะเข้าใจ ไม่ใช่เอาแต่อ่านหรือฟังแล้วเชื่อตามที่คนอื่นเขาบอก
สมถะแม้จะมีจุดมุ่งหมายให้จิตสนใจอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สนใจนั้นถ้าเราไม่เผลอ เราก็จะตามรู้สิ่งนั้นไปได้ตลอด แต่ถ้าเผลอ ก็จะรู้อยู่แค่สิ่งที่เคยรู้ ไม่ได้รู้ในสภาพปัจจุบันของสิ่งนั้นๆ ดังนั้นการเผลอนี่แหละที่จะทำให้เสียเวลา ฝึกไปก็ไม่ถึงไหน พอเผลอแล้วเราก็จะพบกับความสงบนิ่ง เป็นความรู้สึกว่างๆไม่ได้รู้อะไรไปพักหนึ่ง กับเผลออีกแบบหนึ่งคือเผลอติดกับสิ่งที่สนใจซึ่งไม่มีตัวตนเพราะมันผ่านไปแล้ว
อย่างหัวข้อนี้ที่ตั้งชื่อว่า จุดเชื่อมระหว่าง สมถะ.....วิปัสสนา ถ้าฝึกสมถะแล้วสนใจกับจุดแรกจุดเดียว กลายเป็น สมถะ____ ไม่ใช่ สมถะ..... ก็แสดงว่าเราเผลอ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เชื่อมต่อกับวิปัสสนา
การฝึกสมถะที่จะเชื่อมต่อกับวิปัสสนาได้ ต้องเป็นการฝึกที่ทำให้จิตสงบ และมีความไวในทุกขณะพร้อมกันไปด้วย ไม่ใช่สงบแล้วเชื่องช้าอ่อนกำลัง
คนที่นั่งหลับตานิ่ง นั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้ายนั้น อย่านึกว่าในจิตของเขาจะนิ่งอยู่กับที่เหมือนกายที่นั่งนิ่งทีเดียวนะ ยิ่งจิตสงบเป็นสมาธิและละเอียดมากขึ้น ก็ยิ่งจะค้นพบความวุ่นวายอยู่ภายใจกายใจของตนอีกมากมาย ถ้าฝึกสมถะเป็นก็ไม่ได้มุ่งไปทางฌานหรือเข้าภวังค์อย่างที่เข้าใจกัน
หากเทียบกับคนที่ตั้งใจจะกำหนดสติในชีวิตประจำวันแล้ว สิ่งที่ตามรู้ที่ได้รู้ในสภาวะที่นั่งนิ่งเป็นสมาธินั้นมีจำนวนมากกว่าการปล่อยให้รู้เห็นไปเรื่อยๆตามปกติประจำวันเสียอีก
ถ้าอ่านแล้วสงสัยไม่เข้าใจ ต้องขอให้ลองฝึกสมถะให้เป็นสมาธิ ก็จะพบคำตอบเอง
ถ้าคิดเถียงว่าการฝึกสมถะจะทำให้ติดอยู่ในฌานหรือตกภวังค์นิ่งเงียบไม่เกิดประโยชน์อะไร ก็ขอถามว่าแล้วคนเราจะติดอยู่ในฌานหรือตกภวังค์ไปนานแสนนานชั่วชีวิตเลยกระนั้นหรือ ช่วงจังหวะพอจิตถอนตัวออกมานั่นแหละเป็นช่วงจังหวะที่ใช้เชื่อมกับวิปัสสนา
คนที่ไม่ฝึก ไม่มีทางเข้าใจ อย่างเก่งก็เข้าใจแต่ของปลอมที่จำๆกันมา
