Font s :
Background :

เหตุใด ของง่าย จึงกลายเป็น ของยาก

ยุคนี้มนุษย์เราใช้ความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทำให้ของยากหลายๆอย่างกลายเป็นของง่าย อย่างคอมพิวเตอร์นี่แหละเป็นตัวอย่างที่ดี ก่อนโน้นกว่าจะคำนวณหาคำตอบต้องใช้เวลาเป็นวัน เดี๋ยวนี้กลับได้คำตอบเร็วกว่าการกระพริบตาเสียอีก การเดินทางก็สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องไปด้วยตัวก็ได้แล้วสามารถใช้โทรศัพท์มือถือโทรคุยกันได้ทันที ทำให้ระยะทางและเวลาไม่ใช่ปัญหา ซึ่งความเจริญเหล่านี้กลับทำให้มนุษย์เราติดนิสัยอยากได้อะไรที่ได้มาอย่างง่ายๆ ถ้ายากนักก็ไม่อยากทำ ถ้าเสียเวลานักก็ไม่อยากเอา อย่างระยะเวลา 6 ปีซึ่งพระพุทธเจ้าใช้กว่าจะตรัสรู้นั้น พวกเราก็อยากจะสำเร็จมรรคผลนิพพานให้ได้กันในไม่กี่วัน ไม่อยากใช้วิธีฝึกที่ถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า กลับพากันติดอกติดใจกับวิธีใดก็ได้ที่ทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องลงแรงใช้เวลาและวิธีฝึกอย่างพระพุทธเจ้าหรอก

เรื่องของการปฏิบัติธรรมต่างจากเรื่องความเจริญทางโลก หลายเรื่องนำมาเล่าสู่ให้ฟังกันได้ง่ายแต่ยากจะทำให้เข้าใจถูกต้องตรงกัน ไม่ใช่เพราะเป็นความลับ แต่มันพูดยาก พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ยากที่จะสรรหาข้อความใดๆมาอธิบาย ถ้าพูดออกมา คนที่ไม่เคยปฏิบัติก็ต้องตีความกัน แม้จะเขียนอธิบายยาวเหยียดเป็นหน้า ก็ยังสู้ทำให้ทำเองเห็นเองให้เป็นเองเข้าใจเองไม่ได้

ประเด็นของความไม่เข้าใจนี่แหละที่พวกเราชาวยุควิทยาศาสตร์ พากันเสาะแสวงหาผู้ที่ให้คำอธิบายที่ตัวเองฟังแล้วเข้าใจ ยิ่งฟังแล้วดูสมเหตุสมผลมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกซาบซึ่งเข้าใจว่าตัวเองเข้าใจแล้ว

พอตัวเองคิดนึกว่าตนเข้าใจดีแล้ว ก็จะเห็นว่าธรรมะเป็นของง่าย แล้วก็อยากช่วยให้คนอื่นเห็นธรรมะได้ดวงตาเห็นธรรมโดยใช้วิธีเดียวกันกับตน ไม่ต้องเสียเวลานั่งสมาธิ ไม่ต้องสละเวลาฝึก สามารถทำไปได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เข้าใจกันง่ายๆแบบนี้ใครจะปฏิเสธลง

ของที่ควรจะง่ายกลับทำไม่ได้ทำไม่เป็น เพราะพออยากทำให้เป็นได้โดยเร็วมันก็กลายเป็นของยาก ส่วนของยากที่ยากจริง ก็ถูกเข้าใจว่าเป็นของง่ายที่ตัวเองทำสำเร็จไปแล้ว คนยุคนี้มีความเข้าใจกลับตาลปัตรไปหมด เก่งเกินพระพุทธเจ้ากันไปหมด กฎเกณฑ์คำสอนใดๆในพระไตรปิฎก ก็ถูกหยิบยกเลือกใช้แต่อะไรๆที่ทำได้ง่าย พากันตีความหมายไปในทางใดก็ได้ที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียแรงเสียเวลา แล้วพอบอกผ่านจากปากหนึ่งไปอีกปากหนึ่งที่ไม่เคยปฏิบัติจริงก็ยิ่งเพี้ยนต่อกันไปอีก

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องนั้น ต้องใช้เวลาฝึกฝนด้วยตัวเอง อย่างพระพุทธเจ้าท่านใช้เวลา 6 ปี สำหรับพวกเราน่าจะใช้เวลาสัก 16 ปีเป็นอย่างน้อย เราอย่าไปสนใจกับประเด็นว่าอะไรเป็นสมถะอะไรเป็นวิปัสสนา ไม่ต้องสนใจว่าอะไรเป็นขนิก อุปจาร อัปปนา เพราะระหว่างฝึกฝนกันไปนั้นไม่มีการมาแบ่งแยกตั้งชื่อเรียกหรอกว่าอะไรเรียกว่าอะไร

ถ้าคิดว่าสมถะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับตน ก็ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวเองให้ผ่านขั้นสุดๆของสมถะไปให้ได้ก่อนว่า พอจิตสงบได้แล้วนั้นนะ มันไม่มีความรู้อะไรที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้นเลยกระนั้นหรือ

ถ้าฝึกสมถะแล้วจิตไม่สงบ ก็ต้องใช้ปัญญาของตัวเองหาวิธีที่จะฝึกจิตให้สงบ ไม่ใช่ว่าหมดปัญญาหาทางทำให้จิตสงบแล้วหันไปฝึกวิธีอื่นโดยอ้างว่าตัวเองมีจริตไม่เหมาะกับสมถะ

ถ้าฝึกตามรู้แล้วเผลอไปคิดเรื่องอื่น ก็ต้องใช้ปัญญาหาวิธีที่จะฝึกจิตไม่ให้คิดเรื่องอื่น ไม่ใช่อ้างแต่ว่าธรรมชาติของจิตมันต้องคิดไม่อยู่นิ่งแล้วก็ปล่อยให้จิตเป็นไปตามธรรมชาติ อย่าลืมว่าจิตนั้นก็ฝึกให้สงบได้ พอฝึกจิตให้สงบเป็น พอทำให้เป็นจนคล่อง เราก็จะตามรู้จิตไปได้เอง จะว่าเพ่งก็ไม่เพ่ง เพราะเราเคยฝึกเพ่งจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

พยายามทำให้เป็นเรื่องธรรมดาของตน แต่อย่าอ้างว่านั่นเป็นเรื่องของธรรมชาติของทุกคน แล้วก็ปล่อยไป อย่าเอาแต่ใฝ่หาของง่ายๆตามกิเลสของตัวเองอีก

อย่าเอาเรื่องธรรมดาของพระอริยเจ้าที่ท่านพูดกัน มาเป็นเรื่องธรรมดาของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ท่านทำได้หรือท่านไม่ต้องทำแล้ว เพราะท่านผ่านขั้นที่เรายังไม่ผ่านไปแล้ว ตัวเราเองนั่นแหละ แค่เริ่มต้นก็ยังไม่ได้เริ่มเลยใช่ไหม

คอยคิดไว้ให้ดีว่า อะไรๆที่ได้มาง่ายนั้นเป็นของจริงหรือ

 

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on November 8, 2009 10:33 AM.

วิธีฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ was the previous entry in this blog.

จุดเชื่อมระหว่าง สมถะ.....วิปัสสนา is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :