นึก รู้ คิด เป็นกริยาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ อดีต ปัจจุบัน อนาคต และ เวทนา สัญญา สังขาร
นึก เป็นการยกเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว เป็นเรื่องที่จดจำไว้ในสัญญาความทรงจำ พอนึกถึงเรื่องนั้นๆแล้วเรามักอดไม่ได้ที่จะคิด
คิด เป็นการคิดปรุงแต่ง ส่วนใหญ่มักคิดไปถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง หรือคิดโน่นคิดนี่ทั้งๆที่มันไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต หรืออาจไม่เกิดขึ้นจริง หรืออาจเกิดขึ้นแต่ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดไว้
รู้ เป็นการรู้สภาวะที่เกิดขึ้นในจิต อาจเป็นการรู้ที่เกิดจากการรับรู้ หรือเราส่งจิตเข้าไปรู้เสียเอง ช่วงรู้เป็นสภาวะในปัจจุบันซึ่งมีระยะเวลาสั้นมากๆ พอรู้ไปแล้ว ก็จะรู้สิ่งใหม่เข้ามาอีกต่อเนื่องกันไป
ที่ยากก็คือรู้นี่แหละ ยากที่จะตามรู้ไปเรื่อยๆให้ทันกับปัจจุบัน คนส่วนใหญ่พอรู้แล้วก็จะคิดตามหรือนึกตามแล้วละเลยไม่ได้ตามรู้สิ่งใหม่ๆ หลายคนต้องผ่านนึกผ่านคิดไปสักพักก่อนแล้วจึงจะรู้ตัว จากนั้นจึงมีสติกลับมาที่รู้
ในชีวิตจริงของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเป็นปัจจัยที่ทำให้นึกรู้คิดเกิดขึ้นผสมกันจนยากที่จะแยกออกจากกัน ยิ่งคนที่ชอบคิดชอบใช้ปัญญาจะยิ่งคิดรู้นึก นึกรู้คิด คิดนึกรู้ รู้คิดนึก รู้นึกคิด หรือนึกคิดรู้ ปนเปกันไปจนสับสนว่าอะไรคือรู้กันแน่ แถมสิ่งที่เป็นปัจจัยให้นึกรู้คิดยังผ่านเข้ามาได้ทั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาทั่วไปจะมีความสามารถในการแยกนึกรู้คิด
พอจะกำหนดรู้ ถ้ากำหนดแรงไปก็กลายเป็นการสั่งจิตให้หยุดตามรู้ ถ้าปล่อยจิตให้สบายๆก็จะกลายเป็นอาการเผลอไม่ได้รู้อะไรที่น่าจะได้รู้ คนสองกลุ่มนี้ดูไม่ยาก แค่ดูที่หัวคิ้วถ้าขมวดเข้าหากันหรือตาแข็งๆก็มักจะกำหนดแรงเกินไป หรือถ้าทำตาลอยๆไร้แววตาก็เข้าข่ายคนขี้เผลอ ซึ่งสภาวะเหล่านี้พวกเราอยู่ใกล้ชิดสัมผัสกับมันอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็กำหนดจิตแรงไป เดี๋ยวก็เผลอ สลับไปสลับมาอยู่ตลอดทั้งวัน
ก่อนอื่นต้องขอเน้นให้ทราบว่า ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอกนะที่จะคิดหรือนึก ไม่ใช่ว่าคนเราต้องเอาแต่รู้อยู่อย่างเดียวโดยปราศจากการคิดนึก ขอเพียงแต่ว่าการคิดนึกเหล่านั้นเป็นไปตามอริยมรรคเท่านั้น จะส่งจิตออกไปหรือส่งจิตเข้ามา จะส่งหรือรับจิตไปในอดีตอนาคตก็ตาม ขอให้เป็นไปเพื่อหาทางดับทุกข์ ใช้ปัญญาหาเหตุของทุกข์ แล้วตามรู้อยู่ทุกขณะที่คิดหรือนึก
ทางเดียวที่จะฝึกให้เราสามารถแยกนึกรู้คิดออกจากกันได้เป็น นึก รู้ คิด ก็ต้องเกิดจากการฝึกทดลองปิดรูที่จอมปลวกให้เหลือแค่รูเดียว แล้วฝึกมองดูตัวปลวกที่เดินออกมาทางรูเดียวที่เหลือนั้น พอดูเป็นแล้วจึงค่อยนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาใช้ในชีวิตจริง
อาการของการนึก จะง่ายกว่า อาการของการคิด
ช่วงเวลาที่ใช้นึก จะสั้นกว่า ช่วงเวลาที่ใช้คิด
พอแยกนึกและคิดเป็น จึงทดลองต่อในการดูในรายละเอียดว่าโลภโกรธหลงมีลักษณะอาการของจิตต่างกันอย่างไร ต้องหาทางเข้าใจอาการของจิตโดยไม่ต้องเสียเวลาไปกำหนดชื่อสมมติเรียกมันว่าคือโลภโกรธหลง เราต้องหาทางเรียนรู้มันให้เข้าใจชัดก่อนแล้วจึงละ ไม่ใช่เอาแต่ละโดยไม่ได้รู้ ไม่ใช่เอาแต่รู้แต่ไม่เข้าใจในสภาวะของมัน
