คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่อยากฝึกวิปัสสนา และจริงหรือไม่ที่คุณก็ไม่ต้องการฝึกสมถะ อะไรๆที่ขึ้นชื่อว่าสมถะ ฉันไม่เอาทั้งนั้น ... ผมเชื่อว่าเกือบ 90 ใน 100 คน เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ พอเห็นใครเอ่ยถึงสมถะ ก็ยี้หน้าเบ้
ยุคนี้คำว่าวิปัสสนากลายเป็นคำยอดฮิตในหมู่ผู้สนใจธรรมะ ถ้าโรคเห่อนี้มีแค่คำว่า "อะไรๆก็วิปัสสนา" ก็ไม่น่าห่วงเท่าใดหรอก แต่กลายเป็นว่าการฝึกวิปัสสนาหลายๆอย่างที่เชื่อกันมาและฝึกกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ยาตาทวดกลายเป็นจำเลย ถูกกล่าวหาว่าวิปัสสนาแบบนั้นๆล้วนเป็นได้แค่สมถะแล้วน่ะซิ ความคิดความเข้าใจแบบนี้เป็นเรื่องน่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
พอถึงคราวที่ฝ่ายนิยมวิปัสสนาจะแก้ตัว ก็มักกล่าวว่า "ท่านไม่ได้บอกว่าให้ทิ้งสมถะแม้แต่น้อย สมถะและวิปัสสนาต้องไปด้วยกัน"
แต่ทำไมคนเหล่านั้นจึงห่างเหินการนั่งสมาธิ กลายเป็นไม่สนใจอานาปานสติ ไม่สนใจกับการกำหนดรู้ลมหายใจ ไม่สนใจจะฝึกบริกรรมพุทโธ ไม่สนใจการฝึกอะไรๆที่ต้องนั่งนิ่งเงียบหลับตา นั่นเป็นเพราะโรคติดต่อของการพากันหลีกหนีจากการฝึกอะไรๆก็ตามที่ถูกกล่าวอ้างว่า ยี้ นั่นเป็นแค่สมถะ ... แล้วก็ออกตัวอีกว่า ใครบอกว่าฉันไม่ได้ไม่สนใจ ยังฝึกสมถะอยู่นะ (แต่ให้ความใส่ใจใช้เวลากับสมถะน้อยเหลือเกิน)
น่าสังเกตว่า คนที่ยืนยันว่าสมถะและวิปัสสนาต้องไปด้วยกันนั้น มักไม่ยอมเล่าให้คนอื่นฟังบ้างว่าตัวเองใช้วิธีฝึกสมถะอย่างไร เอาแต่บอกว่า ขอให้เลือกฝึกกันเองตามวิธีที่แต่ละคนถนัด
น่าช่วยกันพิสูจน์ด้วยปัญญาว่า วิธีฝึกสมถะที่ว่านั้นจะกลายเป็นวิปัสสนาได้อย่างไร ผู้มีปัญญาน่าจะใช้ปัญญาทำความเข้าใจได้ไม่อยากหรอกใช่ไหม เว้นแต่จะไม่ได้ฝึก หรือฝึกไม่เป็น หรือฝึกอย่างไม่ใช้ปัญญาฝึก หรือฝึกแล้วทนรอจนสำเร็จผลไม่ได้ แล้วสรุปเอาเองว่า ยี้ มันเป็นแค่สมถะ
ถ้ายังมัวสงสัยว่าสมถะหรือวิปัสสนากันแน่ก็ไม่ได้ก้าวไปไหนกันหรอก อย่าลืมว่าขั้นแรกของอริยบุคคลโสดาบันต้องหมดวิจิกิจฉา หมดความลังเลสงสัยในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สงสัยในข้อปฏิบัติของตนว่าถูกต้องหรือไม่
ถ้ายังสงสัยอยู่อีกว่าจะเชื่อใครกันดี ขอให้เปรียบเทียบคำสอนของพระอริยเจ้าหลายๆท่านในเว็บหน้าต่อไปนี้ว่า พระอาจารย์ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร
http://www.excelexperttraining.com/blogs/archives/z800-Recreation001000.php
