Font s :
Background :

ข้อยืนยันว่า สมาธิปัญญาเป็นของคู่กัน

สมาธิปัญญาเป็นปัญหาให้ถกเถียงกันเรื่อยมา

  1. สมถะไม่จำเป็นต้องฝึก ให้หันไปฝึกวิปัสสนากันได้เลย บ้างก็ว่าต้องฝึกสมถะบ้างเล็กน้อย เอาแค่ได้สมาธิบ้างก็พอ บ้างก็ให้คำแนะนำว่า การทำสมถะมีประโยชน์กับนักปฏิบัติทุกคน แต่จำเป็นสำหรับนักปฏิบัติบางคน การทำสมถะจำเป็นและขาดไม่ได้ สำหรับสมถยานิกหรือผู้ปฏิบัติที่ใช้สมาธินำปัญญา คือต้องทำสมถะจนเกิดฌานเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาองค์ธรรมให้เกิดปัญญาในภายหลัง แต่การทำสมถะไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ขาดเสียไม่ได้
  2. คนที่ชอบใช้ปัญญา ต้องฝึกวิปัสสนา สำหรับวิปัสสนายานิกหรือผู้ปฏิบัติที่ใช้ปัญญานำสมาธิ คือผู้เจริญสติสัมปชัญญะระลึกรู้รูปนามไปเลย แล้วจิตจึงค่อยรวมเข้าอัปปนาสมาธิเองในภายหลัง

โปรดดูคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก (ท่านเป็นศิษย์ท่านพ่อลี  ธมฺมธโร ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น) สมเด็จพระสังฆราช และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ว่าท่านกล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนอย่างไร

LPMun.bmp

ข้อความจากหนังสือ มุตโตทัย ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

"พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ

อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตวา อุปฺปสมฺปชฺช วิหรติ พระบาลีนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดย่อมบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ...ที่ปราศจากอาสวะในปัจจุบัน หาได้แบ่งแยกไว้ว่า ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุติไม่

ที่เกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า เจโตวิมุตติเป็นของพระอรหันต์ผู้ได้สมาธิก่อน ส่วนปัญญาวิมุตติเป็นของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้นย่อมขัดแย้งต่อมรรค 

มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรค ๘ บริบูรณ์ มิฉะนั้นก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อันผู้จะได้อาสวักขยญาณจำต้องบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์ทั้ง ๓ ส่วน ฉะนั้นจึงว่า พระอรหันต์ทุกประเภทต้องบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติด้วยประการฉะนี้แลฯ"


 

LPFuang001_1000-thumb-400x572.jpg

ข้อความจากหนังสือยาใจ ซึ่งรวบรวมคำสอนของท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

"คนเรามีสองประเภท คือชอบคิด กับไม่ชอบคิด

คนไม่ชอบคิด เวลาฝึกสมาธิต้องบังคับให้พิจารณา ถ้าไม่บังคับใจจะติดสมาธิอยู่นั่น เป็นสมาธิหัวตอไม่ยอมไปไหน

ส่วนคนชอบคิด กว่าใจจะเป็นสมาธิได้ ก็ต้องบังคับให้สงบมากหน่อย แต่พอเป็นแล้ว เรื่องการพิจารณานั้นไม่ต้องบังคับ มีอะไรมากระทบ ใจจะพิจารณาทันที" 


 

ข้อความจากหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อจิตของผู้บำเพ็ญตั้งมั่นในสมาธิจนมีกำลังดีแล้ว เช่นอยู่ในระดับฌานต่างๆ ซึ่งจะเป็นฌานในระดับใดก็ได้ แม้แต่จะอยู่แค่เพียงอุปจารสมาธิ จิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็ย่อมมีกำลังและอยู่ในสภาพที่นุ่มนวล ควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้ อารมณ์ของวิปัสสนานั้น แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแต่อารมณ์เดียว โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่นึกคิดอะไรๆ แต่วิปัสสนาไม่ใช่ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่เป็นจิตที่คิดและใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวคือ "ขันธ์ ๕" ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "รูป-นาม" โดยรูปมี ๑ ส่วน นามนั้นมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ ๕ ดังกล่าวเป็นเพียงอุปาทานขันธ์ เพราะแท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง แต่เพราะอวิชชา คือความไม่รู้เท่าสภาวธรรม จึงทำให้เกิดความยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน การเจริญวิปัสสนาก็โดยมีจิตพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า อันสภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์ ๕ นั้น ล้วนแต่มีอาการเป็นพระไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา


 

ข้อความจากหนังสือ คำถาม-คำตอบ ปัญหาธรรม
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

มีคนเขาว่าการปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องทำสมาธิก่อนก็ได้ แต่ให้พิจารณาเลยแล้วค่อยกลับมาทำสมาธิทีหลัง อย่างนี้จะถูกต้องไหมคะ


นั่นคนเขาบอก ที่นี่พระพุทธเจ้าบอกนะ  สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญา  มหปฺผลา  โหติ  มหานิสํสา. ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ. ทำจิตใจให้มีความสงบร่มเย็นและอิ่มตัวแล้วพิจารณาทางด้านปัญญา ปัญญาเมื่อใจมีความอิ่มตัวย่อมไม่ระเหเร่ร่อน ไม่หิวโหยวอกโน้นวอกนี้ โยก ๆ คลอน ๆ ให้พิจารณาอะไรก็พิจารณาตามนั้นเลยเพราะอิ่มตัว เพราะฉะนั้นการทำจิตให้มีความอิ่มตัวให้มีความสงบ จึงเป็นบาทฐานของการพิจารณาโดยไม่ต้องสงสัย หายสงสัยหรือยังที่ว่าพิจารณาเสียก่อนแล้วค่อยมาเอาสมาธินั่น เอานิพพานเสียก่อนค่อยมาเอาเถอะสมาธิ สำหรับอาจารย์เองลงได้ไปนิพพานแล้วไม่กลับมาเอาแหละสมาธิ ยังจะมาเสียดายอยู่หรือสมาธินี่ว่ะ

มีคนพูดอย่างที่ว่าน่ะ เห็นใจเหมือนกันเพราะเราก็เคยผ่านโลกมานาน บางรายก็บอกว่า เอ้า พิจารณาไปเลย ไม่ต้องมาฝึกสมาธิให้เสียเวล่ำเวลาแหละ พิจารณาไปเลย มันเลยไปไหน..ก็มีแต่ลงคลองเท่านั้นแหละ ไม่เลยไปไหนแหละถ้าเราเก่งกว่าครูแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้ แต่เรามันเก่งกว่าครูใช่ไหมล่ะ เราไม่ต้องฝึกละเรื่องสมาธินี่ มันเหมือนกับว่าล้าสมัย เอานิพพานเลย..มันไม่ได้เรื่อง นิพพานก็ไม่ได้เรื่อง มีเยอะอย่างนี้น่ะ พระพุทธเจ้าท่านทำมาก่อนแล้ว สมควรอะไร ๆ ท่านแนะไว้ตามที่ท่านได้รู้ได้เห็นจากการดำเนินของท่านมาแล้วทั้งนั้นจึงไม่มีผิด สมกับธรรมบทว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว

พวกเราไม่เคยทำ เรื่องอยากได้อยากได้เลย มองดูแต่ผล เหตุไม่ทราบว่าเป็นยังไง เช่น ผลไม้ต้นนี้ทำไมมันดกนา มันมากนักนา มันเป็นยังไงนี่ เราไม่ดูลำต้นของมัน ไม่ดูพื้นฐาน ไม่ดูอาหารของมันว่ามีอะไรถึงได้ดกนักดกหนา เราไปดูแต่ดอกแต่ผลไม่ได้ดูเหตุ นี่ก็เหมือนกัน เรามองดูแต่นิพพานโน่น ก็ไม่ทราบว่าพื้นฐานที่จะเป็นนิพพาน หรือปุ๋ยที่จะให้เกิดพระนิพพานคืออะไร ถ้าไม่ดูสมาธินี้จะดูอะไร ปุ๋ยสำคัญคือสมาธินี่ละ

 

 

 

 


 

 

 

 

 

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on September 30, 2009 1:30 PM.

ดูจิตหรือดู(อะไรก็ได้)เฉยๆ ... ฝึกกันอย่างไร was the previous entry in this blog.

ความเพียรกล้า is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :