Font s :
Background :

ดูจิตหรือดู(อะไรก็ได้)เฉยๆ ... ฝึกกันอย่างไร

ผู้มีปัญญามักชอบใช้สมองในการคิด ซึ่งการคิดนี่แหละที่ทำให้ผู้มีปัญญาที่ไม่เคยฝึกจิต หลงคิด หลงรู้ แล้วหลงตามไปว่าตนบรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ได้แล้ว คนที่ติดกับการคิดมากเท่าใด ก็ยากที่จะหยุดคิดหยุดนึก พอตาหูจมูกปากลิ้นกายใจได้รับสัมผัสจากสิ่งใด จิตก็จะคิดรู้ตามไปต่างๆนานา แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ หากตนคุ้นเคยกับสิ่งใดมาก่อน พอได้รับรู้ในสิ่งนั้นอีก ก็มักมองข้ามไป ไม่ได้ใส่ใจตามรู้ เพราะตัวเองคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว รู้ชัดอยู่แล้ว หากไม่เชื่อว่ารู้จริงก็จะเขียนอธิบายสิ่งที่รู้ได้เป็นหน้า เพื่อพิสูจน์ให้ดูก็ยังได้

คนที่ใช้ปัญญาเช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ปัญญาในทางธรรมะหรอกนะ มันเป็นแค่ปัญญาที่เกิดจากสัญญาความทรงจำในอดีตที่เราแต่ละคนเล่าเรียนกันมาต่างหาก ปัญญาทางโลกของคนที่เรียนสูงเป็นดอกเตอร์ อาจเป็นปัญญาทางธรรมเพียงระดับเด็กน้อยชั้นอนุบาลก็ได้

ถ้าเทียบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่ามีนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดหลายกลุ่มทีเดียวที่พยายามคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งความรู้เดิมที่เชื่อถือกันมา แล้วพบว่าสิ่งที่เราเคยสั่งสอนกันมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มานานนั้น ตอนนี้ทราบกันใหม่แล้วว่า บางอย่างที่เราทราบกันนั้นผิด หรือบางอย่างมันไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด

ผมขอยกวิธีฝึกสมาธิของท่านพ่อลี วัดอโศการาม มาให้ดู เพื่อให้ช่วยกันค้นหาว่ามีส่วนใดบ้างที่เป็นการฝึกให้ดู... เฉยๆ (ดูเนื้อหาวิธีการฝึกฉบับเต็มได้จาก http://www.yajai.com/cat-7/cat-9/17-1/ )

ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือ ให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้

พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง ๑๐ ครั้ง

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง ๗ หน

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า ลมออก ให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง ๕ หน

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่ง ให้ภาวนา พุทโธ ๓ คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ ๓ วาระของลมเข้าและลมออก

ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก

เมื่อลมหายใจออก อย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมหายใจเข้า อย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบาน แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เหมือนเราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้น ทำจิตให้นิ่งเหมือนเสาที่ปักไว้ในริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้น เสาก็ไม่ขึ้นตาม น้ำทะเลลง เสาก็ไม่ลงตาม

เมื่อทำจิตนิ่งสงบได้ในขั้นนี้แล้วให้หยุดคำภาวนา พุทโธ นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจ แล้วค่อนขยับจิตเลื่อนไปตามกองลม

ขั้นตอนฝึกแต่ละขั้นล้วนเป็นการฝึกให้ดูเฉยๆให้เป็นด้วยกันทั้งนั้น เป็นหลักของการทำให้ติดไว้ก่อน จากนั้นก็ฝึกละ พอละจนคล่องแล้วจึงนำหลักการนี้ไปใช้กับเรื่องอื่นต่อ

แรกสุดเราต้องติดกับคำว่าลมหายใจ ติดกับคำว่าปลายจมูก พอรู้แล้วว่าคืออะไร อยู่ที่ไหน มีลักษณะให้รู้เป็นอย่างไร จากนั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียกขานชื่อว่าลมหายใจหรือปลายจมูกต่อไปอีก

จากนั้นให้นำคำว่าพุทโธ เข้าไปติดกับสิ่งที่รู้ในขั้นแรก โดยให้บริกรรม เมื่อลมเข้า พุท เมื่อลมออก โธ

แล้วตามด้วยชุดบริกรรม ลมเข้า พุทโธ ลมออก พุทโธ เป็นขั้นตอนที่ทำให้ติดพุทโธเข้ากับลม

ตอนต่อไปนี้จะเริ่มยากขึ้น ให้รอจนกว่าจะหายใจเข้าหายใจออกเสร็จก่อน แล้วจึงบริกรรม พุทโธ ครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนนี้แหละ ถ้าดูเฉยๆเป็น เราจะต้องปล่อยให้อาการของการหายใจเข้า อาการของการหายใจออก ดำเนินไปของมันเองเงียบๆ โดยไม่หลงไปคิดถึงคำว่า พุทโธ หรือเข้าไปคิดตั้งชื่อเรียกขานความรู้สึกเหล่านั้นว่าอะไรอีก แล้วพอหยุดหายใจ กำลังจะหายใจเข้าในรอบถัดไป จึงบริกรรมว่า พุทโธ

คนที่ไม่เคยฝึก อาจคิดไปเองว่าไม่เห็นจะยาก แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่ง่ายเลย ที่จะรู้อยู่ รู้ตามไป รู้ได้ตลอด โดยไม่เผลอไปคิดเรียกขานชื่อสิ่งนั้นว่าคืออะไร

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on September 20, 2009 10:07 AM.

ขอบคุณนะ ที่ทำให้เห็นทุกข์ was the previous entry in this blog.

ข้อยืนยันว่า สมาธิปัญญาเป็นของคู่กัน is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :