Font s :
Background :

ยิ่งฝึก ยิ่งฟุ้งซ่าน

ไม่ว่าคุณกำลังฝึกวิปัสสนากรรมฐานหรือฝึกสมถกรรมฐาน การฝึกทั้งสองอย่างมีจุดประสงค์เดียวกันคือมุ่งสู่ความสงบ วิปัสสนาเป็นการใช้ปัญญาดับต้นเหตุของทุกข์ พอดับทุกข์ได้แล้วจิตใจก็สงบ ส่วนสมถะเป็นการกำหนดจิตให้สนใจกับเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เลิกวุ่นวายกับเรื่องอื่นสิ่งอื่น แล้วจิตก็สงบเหมือนกัน เพียงแต่ว่าพอพ้นจากความสงบ ก็จะพบว่าสาเหตุต้นตอของปัญหายังมีอยู่ ยังไม่ดับไปเช่นการฝึกวิปัสสนา

เมื่อเกิดความสงบขึ้นมาแล้ว(ไม่ว่าเกิดจากการฝึกแบบใดก็ตาม) ผู้ฝึกจะพบว่า ระหว่างที่จิตเข้าๆออกๆในความสงบ หรือระหว่างที่กำลังหาทางทำให้จิตสงบ มันมีเรื่องราวเยอะแยะไปหมดที่แว้บเข้ามาในใจ แล้วพอออกจากความสงบมาใช้ชีวิตประจำวัน ก็จะรู้สึกว่าจิตใจฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม เกิดอาการคิดมากเครียดหนักกว่าก่อนฝึกเสียอีก ผู้ฝึกหลายคนพอเจอประสบการณ์แบบนี้มักคิดว่าตัวเองเดินมาผิดทาง นึกว่าตัวเองฝึกแล้วไม่เกิดความก้าวหน้า บางคนถึงกับตัดสินใจเลิกฝึกไปเลย

ความสงบที่ไม่มีคุณค่าคือความสงบที่ไม่ทำให้เกิดปัญญา หากพอเกิดความสงบแล้ว จิตก็ดิ่งเข้าสู่ความสงบ นั่งนิ่งไม่ไหวติง ทั้งร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน เป็นการสร้างให้จิตมีกำลัง แต่ถ้าผู้ฝึกไม่นำกำลังจิตที่ได้มาใช้ในทางพิจารณาต่อ เอาแต่ติดอยู่ในความสงบก็แสดงว่าเดินมาผิดทาง

ผู้ที่ฝึกจนสามารถทำจิตได้สงบมากขึ้น ย่อมสามารถเห็นอาการไหวตัวของจิตได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้นการที่ฝึกแล้วพบว่ายิ่งฟุ้งซ่านมากขึ้น แสดงว่ามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าจะต้องใช้ปัญญาจัดการกับอารมณ์ฟุ้งซ่านเหล่านั้นให้ดับไปให้ได้

ในสภาวะจิตใจของคนทั่วไปที่ไม่เคยฝึกสมาธิ จิตจะเร่ร่อนไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือการคิดไปเองของใจ โดยจะรู้ชัดเฉพาะในเรื่องที่มีอิทธิพลมากพอให้จิตหันมาใส่ใจเท่านั้น เรื่องเล็กเรื่องน้อยถูกมองข้ามไปตลอดเวลา ในวันหนึ่งๆจึงจดจำได้แค่เฉพาะบางเรื่อง ยิ่งถ้าในแต่ละวันต้องใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำอีก ตื่นเช้าขึ้นมาก็ล้างหน้าแปรงฟัน ขึ้นรถไปทำงาน ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ทานข้าวเย็นเสร็จก็อาบน้ำเข้านอน คนเรามักกลายสภาพเป็นหุ่นยนต์ ใช้ชีวิตตามโปรแกรมที่กำหนดไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ามีสติ ตามรู้เหมือนคนที่ฝึกสมาธิ แต่ขาดการกำหนดสติด้วยตัวของตัวเอง

ส่วนผู้ฝึกสมาธิโดยเฉพาะการฝึกให้รู้จักแยกแยะแต่ละส่วนของสติปัฏฐานสี่ ขันธ์ห้า ธาตุสี่ รูปนาม จะพบว่าในทุกขณะจิตในแต่ละเวลาแค่ช่วงเสี้ยววินาทีนั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาทำให้จิตรับรู้มากมาย ผู้ฝึกจะรู้สึกว่าจิตของตัวเองมีความไว เห็นอาการไหวตัวของจิตอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นคนอ่อนไหวมากกว่าเดิม รู้สึกไวต่ออารมณ์มากกว่าเดิม จะพบว่าจิตตัวเองมันซุกซนยิ่งกว่าลิงเสียอีก ผู้ฝึกที่ทำได้ถึงขั้นนี้ถือว่าก้าวหน้า เพียงแต่ต้องรู้จักใช้ปัญญาจัดการกับสิ่งที่รู้เหล่านั้น

การจัดการกับสิ่งที่รู้ ต้องรู้จักแยกแยะสิ่งที่รู้ออกเป็นส่วนๆ เพราะถ้าแยกไม่เป็นก็เหมือนกับการทำการรบโดยไม่ได้ดูชัยภูมิและไม่ได้ประเมินความสามารถของกองกำลังข้าศึก พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสั่งสอนให้แยกรูปนาม แยกธาตุออกมาเป็นดินไฟลมน้ำ แยกขันธ์ออกเป็นรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ แยกสติปัฏฐานสี่ออกเป็นกายเวทนาจิตธรรม ซึ่งการแยกแยะเป็นหลายแบบนี้ก็คือการแยกแบบเดียวกันนั่นเอง ต่างกันเพียงหยาบละเอียดและชื่อที่เรียกขานกัน

พอเรารู้จักชื่อเรียกขานและสามารถแยกเป็นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก ให้ใจทำงานไปตามภาษาของใจ ติดตามอาการไหวตัวของจิตไปให้ถึงต้นเหตุภายในกายใจของเรา

จากที่ผมฝึกปฏิบัติมา พบว่าช่วงดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่ยากเหลือเกิน พอใจมันไวมากขึ้น ก็ทำให้เห็นปัญหามากขึ้น เรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ไม่เคยเห็นว่าเป็นปัญหา ก็กลายเป็นปัญหาให้ขบคิด ต้องคิดมากขึ้น (โดยไม่ได้ปล่อยจิตให้สักแต่ว่าตามรู้ไปจนมันดับของมันเอง) แต่กลายเป็นหน้าที่ของผมเองที่ต้องหาทางคิดพิจารณาค้นคว้าหาอุบายที่จะดับเรื่องเหล่านั้นที่ผุดขึ้น นี่กระมังท่านจึงสอนว่าให้หาสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สงบเพื่อจิตจะได้ใช้ปัญญาอย่างเต็มกำลัง และหากติดปัญหาที่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ก็ต้องพึ่งครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะ

เพียงแต่ว่า ก่อนที่จะพึ่งครูบาอาจารย์นั้น เราต้องพยายามพึ่งตัวเองให้เต็มที่ก่อน ถ้าพอติดนิดติดหน่อย คิดอะไรไม่ออก เอาแต่คอยวิ่งไปหาครูบาอาจารย์ก็ไม่ใช่ทางที่ควร

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on September 8, 2009 10:17 AM.

การรู้ตัว ที่หลายคนมองข้าม was the previous entry in this blog.

ฝ่ายรับ ฝ่ายรุก is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :