Font s :
Background :

มาตรฐานของใจ ของจริง ของปลอม

เจ้าตัวกิเลสมีลูกเล่นหลอกให้เราตายใจได้เสมอ หลายครั้งหลายคราที่ผมถูกกิเลสมันหลอก ครั้งที่รู้ตัวได้ก็เพราะมองเห็นทุกข์ แต่ที่ไม่รู้ตัวสิมีมากมายหลายครั้งเหลือเกินเมื่อกิเลสมันมาพร้อมกับความสุข พอเราสุขใจก็นึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มีเหตุผลร้อยแปดยกมายืนยันว่าถูกต้อง อีกทั้งเราเป็นคนยึดถือความถูกต้อง พอเจอว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นความถูกต้องและทำแล้วสบายใจ ก็ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสิ่งที่ดี พอตัดสินใจทำไปแล้วจึงค่อยรู้ว่าเรานี้หนอ ถูกเจ้ากิเลสหลอกเข้าอีกแล้ว

ความยึดมั่นถือมั่นนี่แหละเป็นสมุนของกิเลส เรามักหาเหตุผลมายืนยันว่าสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งทุกคนย่อมหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองใช่ไหม สุดท้ายใจของเราก็จะเอียง โดยเจ้าตัวหารู้ตัวไม่ กลับทำตัวปิดหูปิดตาปักหลักคิดว่าใจมันตั้งตรงอยู่ จึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะรู้ตัว เว้นแต่ว่าจะหาทางเทียบกับมาตรฐานของใจ 

แล้วมาตรฐานของใจวัดด้วยอะไร มาตรฐานที่ว่านี้มันอยู่ที่ไหน

มาตรฐานทั่วไปมีทั้งมาตรฐานอย่างหยาบใช้กันทั่วไปกับมาตรฐานอย่างละเอียดที่ใช้กับคนที่ต้องการวัดอย่างละเอียด มาตรฐานของใจมีอย่างหยาบอย่างละเอียดเช่นกัน

มาตรฐานของใจอย่างหยาบ เริ่มจากการรู้จักให้ทาน อย่างละเอียดขึ้นมาคือการรักษาศีล และละเอียดสุดๆคือการภาวนา .... ทาน ศีล ภาวนา นี่แหละเป็นมาตรฐานของใจ

ผู้ใฝ่หาทางสงบต้องเริ่มจากการรู้จักให้ ให้โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน และในขณะที่ได้รับสิ่งของจากใคร ควรพิจารณาดูให้ดีด้วยว่า ผู้ให้นั้นหวังสิ่งใดตอบแทนจากเราหรือปล่าว ผู้ให้ที่มีเจตนาแอบแฝง อาจให้ของเราเพื่อวันหนึ่งเขาจะทวงเอาคืนบวกกับดอกเบี้ยทบต้นอีกหลายเท่าตัว ถ้าเรารักษาสมดุลย์ของการให้กับการรับก็เรียกได้ว่ามีมาตรฐานของใจแล้วล่ะ โดยเรื่องนี้ขอให้มาตรฐานเอียงไปทางให้มากกว่าทางรับจะดีกว่ามาก

ให้ไปเถิด ถ้าให้ไปแล้ว ผู้รับสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยไม่เกิดผลเสียกับใคร

การรับก็ควรรับเฉพาะสิ่งที่ควรรับ เท่าที่ควรรับ ไม่ใช่ว่าเขาให้ ก็รับอยู่เรื่อยไม่รู้จักพอ หรือรับมาแล้วมีผลเป็นการตัดสิทธิ์ของผู้อื่น ทำให้เขาหมดโอกาสรับบ้าง

เมื่อได้ให้ไปแล้ว และได้รับสิ่งที่เขายกให้เรารับอย่างบริสุทธิ์แล้ว เราเองก็ต้องไม่เอาสิ่งที่คนอื่นเขาไม่อยากให้ด้วย นี่แหละคือศีลห้าข้อ ไม่เอาชีวิตผู้อื่น ไม่ขโมยของผู้อื่น ไม่แย่งสามีภรรยาของผู้อื่น ไม่พูดจาหลอกลวงผู้อื่น ไม่เสพสิ่งของมึนเมาซึ่งทำให้เราเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

แต่ศีลห้าข้อนี้หลายคนตีความเข้าข้างตัวเองจนไม่เคยผิดศีลแม้แต่ข้อเดียว จึงขอให้วัดกันที่ความทุกข์ของผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนก็แล้วกัน การกระทำใดๆที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ หรือแม้ไม่ทำให้เขาทุกข์ แต่เป็นการปิดโอกาสลดโอกาสที่เขาจะพ้นทุกข์ นั่นแหละผิดศีลห้าข้อแล้ว การฉวยโอกาส การเบียดเบียนผู้อื่น การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การซื้อขายแลกเปลี่ยนใดๆที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความทุกข์ เข้าข่ายผิดศีลทั้งนั้น ไม่ว่าผู้นั้นจะทำโดยมีเหตุผลทั้งหลักกฎหมายหรือหลักใดๆก็ตาม ศีลเป็นมาตรฐานที่เหนือกว่ากฏเกณฑ์ที่มนุษย์กำหนดไว้

การให้ทานที่ดี ย่อมเกิดบุญ รับของที่ดี ผู้ให้ก็ได้บุญ ส่วนการผิดศีลทำให้เกิดบาป แม้การผิดศีลนั้นๆจะไม่ผิดกฏหมายก็ตาม

มาตรฐานตัวละเอียดที่สุดเกิดจากการภาวนา เกิดจากการฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม ซึ่งมาตรฐานตัวนี้มีหลายระดับเกี่ยวข้องกับใจโดยตรง เป็นสภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติเองในแต่ละสภาวะ

  • บางคนที่ออกกำลังมาเหนื่อย พอได้ทานน้ำฟังเพลงก็หายเหนื่อยสบายใจ
  • บางคนทำงานไม่เคยหยุดพัก แค่ได้ลาหยุดได้พักแค่นี้ก็พอใจ
  • บางคนได้เงินแค่ร้อยบาทก็พอใจ บางคนได้ล้านบาทจึงจะพอใจ
  • บางคนร้อนใจเรื่องธุรกิจ พอได้เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมก็เย็นใจ
  • บางคนชอบสวดมนต์ ทำให้สงบใจสงบกาย
  • บางคนชอบฝึกวิปัสสนา พอรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เริ่มปล่อยวาง ใจก็เบาสบาย

เราจะรู้สภาพมาตรฐานของใจว่าเป็นของจริงของปลอมกันแน่ก็ต้องใช้การภาวนา ยิ่งสามารถตามรู้พิจารณาสภาวะได้ละเอียดมากขึ้นได้เท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น เพียงแต่ว่าเราจะไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าจิตมีความสามารถในการพิจารณาสภาวะได้ละเอียดเพียงพอหรือยัง บางคนพอใจกับความสงบ สงบได้แค่นั้นก็พอใจ บางคนฝึกสติตามรู้ พอรู้เห็นการเกิดดับแค่นั้นก็พอใจ เริ่มแรกต้องสงบกายใจให้ได้ก่อน พอไม่รู้สึกตัวว่าจิตไม่สงบเมื่อใด ย่อมแสดงว่าผิดมาตรฐานที่เคยรับรู้

ยิ่งฝึกปฏิบัติธรรมมากขึ้น มาตรฐานของใจก็ย่อมละเอียดมากขึ้น แล้วจะพบว่าที่เรารู้นั้นน่ะของปลอมแทบทั้งนั้น ที่คิดว่าเป็นของจริง พอดูให้ละเอียดก็จะพบว่าเป็นของปลอม

Categories

About this Entry

Font s :
Background :