Font s :
Background :

คิดนิดๆเพื่อคิดน้อยๆ หยุดคิดเพื่อรู้ว่าคิด

ด้วยนิสัยขี้สงสัยของผม เมื่อใดที่มีเรื่องทำให้ต้องคิด ก็จะคิดอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าคิดอย่างไม่สุขไม่ทุกข์อย่างคิดหาคำตอบให้คนอื่นเช่นที่ตอบคำถามในฟอรัมนั้นก็ไม่ค่อยน่าห่วง แต่เมื่อใดที่เจอปัญหาส่วนตัวเป็นปัญหาที่ตัวเองต้องรีบจัดการหาคำตอบ เมื่อนั้นก็จะคิดแหลกลาน คิดโน่นคิดนี่ วิเคราะห์หาที่ไปที่มา คิด คิด คิด คิด

ในช่วงเวลาที่มีเรื่องต้องคิดมาก คนที่เคยฝึกสมาธิคงทราบกันดีว่า มันยากเย็นเหลือเกินที่จะกำหนดรู้ไว้กับคำบริกรรมว่าพุทโธไปได้ตลอด พอพยายามบริกรรมคำว่าพุทโธได้แว้บเดียว จิตก็หวนไปคิดเรื่องนั้นอีกแล้ว ซึ่งบางคนที่ชอบตามรู้ก็อาจแนะนำว่า คนเราห้ามไม่ให้คิดไม่ได้หรอก ยิ่งพยายามฝืนไม่ให้คิด ยิ่งทำให้เกิดทุกข์ ควรปล่อยให้คิดแล้วตามดูรู้ตัวว่าคิดไปดีกว่า ... ซึ่งแนวทางแบบนี้ผมถือว่าเป็นต่างจังหวะเวลากัน ช่วงที่ใช้ปัญญาต้องใช้ปัญญาพิจารณา แต่ช่วงที่ต้องการความสงบสร้างกำลังให้จิตใจ เราก็ต้องหาทางพักจิตพักใจให้ได้ ดังนั้นปัญหาของคนคิดมากก็คือ ทำอย่างไรให้จิตสงบเป็นสมาธิได้เร็วที่สุด

วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้หยุดคิดเรื่องอื่น ทำได้โดยการบริกรรมพุทโธติดต่อกันไปให้ถี่ยิบ แต่ถ้าปัญหาเรื่องที่ต้องคิดติดสมองในขณะนั้นมันมีอิทธิพลมากๆ พอเราบริกรรมพุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไปสักพัก ก็จะกลายเป็นพุทโธที่เกิดขึ้นแบบเปิดเทป ใจของเรามันจะเผลอเปิดเทปเก่าๆที่อัดไว้ในสมอง ทำให้เราได้ยินเสียงคำว่าพุทโธติดต่อกันไปเองอย่างขาดสติ พอเผลอเกิดขึ้น จิตก็จะหวนกลับไปคิดเรื่องนั้นๆอีก

พวกเราเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมพระอาจารย์หลายท่านจึงสอนให้ใช้คำบริกรรมพุทโธ ตามกำกับด้วยตัวเลข และตัวเลขนั้นก็ไม่ได้คงที่เสียด้วย เช่น ให้บริกรรมคำว่าพุทโธต่อด้วยตัวเลขเป็นชุด

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5 พุทโธ6 พุทโธ7 พุทโธ8 พุทโธ9 พุทโธ10

แล้วในชุดถัดไปให้ลดลงเหลือ 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5 พุทโธ6 พุทโธ7 พุทโธ8 พุทโธ9

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5 พุทโธ6 พุทโธ7 พุทโธ8

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5 พุทโธ6 พุทโธ7

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5 พุทโธ6

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4 พุทโธ5

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3 พุทโธ4

พุทโธ1 พุทโธ2 พุทโธ3

พุทโธ1 พุทโธ2

พุทโธ1

จากนั้นก็วนกลับไปเริ่มต้นตั้งแต่แรกใหม่ ให้บริกรรมเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนจิตสงบ

ด้วยความชอบสงสัยของผม กว่าจะเชื่ออะไรง่ายๆก็ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ทดลองก่อนเพื่อหาเหตุผล ผมไม่ใช่คนที่ชอบทำตามใครง่ายๆ ถ้าจะทำต้องเข้าใจว่า ทำไปทำไม เพื่ออะไร แม้ว่าเหตุผลที่หาได้มันจะไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ แต่ถ้าพอจะทำให้โล่งใจไม่ติดสงสัยแล้ว มีเหตุผลน้อยๆก็ยังดีกว่าไม่มีเหตุผลเสียเลย

การที่เราต้องภาวนาตัวเลขกำกับต่อท้ายคำว่าพุทโธ มีสาเหตุเพื่อทำให้จิตต้องคิดตามไปบ้าง หาทางให้จิตคิดบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นึกถึงคำบริกรรมพุทโธอย่างเดียว เป็นอุบายที่ทำให้เราคิดนิดๆเพื่อคิดน้อยๆ ดีกว่าที่จะปล่อยให้จิตหวนไปคิดมากๆแถมคิดนอกเรื่องนอกราวเสียอีก และสาเหตุที่ต้องถอยหรือเพิ่มตัวเลขต่อท้าย ทำเพื่อเป็นการเตือนให้คอยระวังไม่ให้สติหลุดไปเปิดเทปคำบริกรรมที่เราบันทึกไว้ในใจ ตัวเราเองต้องเป็นผู้รู้ คอยตามรู้ไปให้ตลอด และเป็นผู้บริกรรมเองในทุกจังหวะของคำว่าพุทโธ

ถ้า พุทโธ1 ถึง พุทโธ10 ยากเกินไป ทำให้รู้สึกเครียดจนจิตไม่สงบ ให้เปลี่ยนไปเลือกบริกรรมเป็นชุด ชุดละ 3 พุทโธ เช่น พุทโธ พุทโธ พุทโธ พอจบรอบนี้แล้วก็เริ่มรอบใหม่ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ , พุทโธ พุทโธ พุทโธ , พุทโธ พุทโธ พุทโธ นี่ก็เป็นวิธีต้องคิดนิดๆ ให้ครบรอบละ 3 พุทโธ

เมื่อหลายปีก่อน ผมนึกว่าตัวเองเข้าใจธรรมจนถึงแก่น ใครพูดอะไรมาเข้าใจหมด จนกระทั่งวันหนึ่งแม่นมซึ่งเป็นคนช่วยเลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิด (ผมเรียกท่านว่า แม่ป้า) อยู่ดีๆก็นอนหลับตายไปเสียแล้ว วานนี้ยังเห็นหน้าตากันอยู่ดีๆ วันถัดมาแม่ป้าตายไปแล้ว วันนั้นแหละที่ผมพบว่า ธรรมที่ตัวเองเข้าใจไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย มันเป็นแค่ปัญญาของคนที่อ่านฟังมามาก พอถึงคราวที่มีเรื่องกระทบจิตใจอย่างแรง แม้จะพยายามพุทโธอย่างไร จิตก็จะหวนคิดถึงแม่ป้า ต้องร้องไห้คิดถึงอีกนั่นแหละ

ผมพยายามค้นหาว่าจะทำอย่างไรให้หยุดร้องไห้ ทำอย่างไรจึงจะไม่คิดถึงแม่ป้า เปิดหนังสือธรรมะหลายเล่มเพื่อหาคำตอบ พบคำสอนของหลวงพ่อทูล ขิปปัญโญ ท่านสอนว่า เมื่อไฟไหม้บ้าน อย่าเพิ่งหาว่าไฟไหม้เพราะอะไร แล้วอย่าเพิ่งคิดดับไฟด้วยล่ะ

เมื่อไฟไหม้บ้าน ให้ดูให้แน่ก่อนว่าไฟไหม้จริง และไฟที่ไหม้นั้นมันกำลังไหม้บ้านของตัวเอง (ไม่ใช่ว่าไฟไหม้บ้านอื่นที่สร้างห่างกันเป็นโยชน์)

พอได้พบคำสอนเช่นนี้ ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า ในช่วงเวลาขณะนั้นผมมีเรื่องที่ต้องคิด คิดถึงแม่ป้า คิดถึงอย่างแรง แรงอย่างที่ไม่เคยเกิดความคิดถึงมากเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นหากนั่งสมาธิแล้วพยายามบริกรรมคำว่าพุทโธ แค่คิดคำว่าพุทโธ นั่นไง พุทโธก็เป็นความคิดเหมือนกัน แค่คิดอะไรขึ้นมานิดเดียว เมื่อนั้นความคิดเรื่องแม่ป้าก็จะผุดแทรกเข้ามาทันที

สิ่งที่ต้องทำก็คือไม่ต้องคิด ให้นั่งสมาธินั่งนิ่ง ไม่ต้องบริกรรมคำใดๆ ไม่ต้องกำหนดสติตามรู้สิ่งใดทั้งนั้น พยายามทำจิตให้นิ่ง หยุดคิด แล้วคอยสังเกตความคิดที่ผุดขึ้น เมื่อใดที่รู้ตัวว่าคิด คิดนั้นก็จะเกิดขึ้นเดี๋ยวเดียวแล้วจางหายไปอย่างเร็วมาก

พอสามารถรักษาจิตให้สงบได้สักพัก ผมก็เกิดความคิดแว้บขึ้นมาถามตัวเองในใจว่า แล้วทุกวันนี้เวลาที่ดูข่าวทางทีวีว่าคนนั้นตายคนนี้ตาย ทำไมผมจึงไม่ร้องไห้ ... อ้อ ก็เพราะคนที่ตายไม่ใช่ญาติมิตรคนที่เรารู้จักนี่นา ผมไม่ได้คิดว่าคนที่ตายเป็นอะไรของผม เขาไม่ใช่ของเรา

พอได้คิดเช่นนี้แล้ว จากนั้นมาผมก็ไม่ร้องไห้เพราะคิดถึงแม่ป้าที่ตายไปอีกต่อไป

เรื่องที่เล่ามานี้คงพอให้เห็นกันแล้วว่า เราต้องใช้ปัญญาเลือกวิธีการให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ แทนที่จะปล่อยให้คิดมาก เราก็หลอกให้คิด แต่คิดน้อยๆ จากนั้นความสงบจะตามมาให้เอง แต่ถ้าติดปัญหาที่ต้องคิดมากๆ ทางออกหนึ่งคือต้องหยุดคิดเพื่อทำให้จิตสงบก่อน พอจิตสงบแล้วเราจะคิดอ่านหาทางออกได้อย่างชัดเจน

ทุกขณะจิต ต้องพยายามคิดพิจารณาธรรมชาติสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เห็นใบไม้ร่วงก็คิดพิจารณา พบเห็นสิ่งใดต้องหาทางน้อมนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ แม้ว่าสิ่งที่ต้องพบเห็นเจอะเจอ จะเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ก็ตาม

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on September 4, 2009 9:17 AM.

ไม่คิดแต่รู้ was the previous entry in this blog.

มาตรฐานของใจ ของจริง ของปลอม is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :