Font s :
Background :

ไม่คิดแต่รู้

ปัญญามีสามระดับ ปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟังได้เรียน ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรอง และปัญญาที่เกิดจากการทดลองปฏิบัติ ซึ่งปัญญาระดับที่สามนี่แหละที่เป็นเป้าหมายของผู้ฝึกปฏิบัติธรรม

ต่อให้เรียนจบปริญญาเอกเป็นดอกเตอร์ แถมเป็นดอกเตอร์ทางธรรม สามารถท่องจำเนื้อหาพระคัมภีร์พระไตรปิฎกและมีความเข้าใจอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่เคยปฏิบัติธรรมให้ถึงขั้นแล้ว ความรู้ที่เล่าเรียนมาเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวถ่วงให้เกิดความสงสัยมากขึ้นเสียอีก เพราะจะพบว่าบนเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น มีหลายอย่างที่แตกต่างจากความรู้ความเข้าใจ

ปัญญาในระดับที่สามมีชื่อเรียกว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาระดับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาหลายแบบว่า ปัญญาแบบนี้ต้องคิดพิจารณาให้มาก ครูบาอาจารย์บางท่านก็ว่า ปัญญาแบบนี้ไม่ต้องคิด ... แล้วความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่

ลองนึกถึงเวลาเราดูทีวีว่าขณะนั้นเราคิดไหม ในขณะที่ตาดู หูฟัง ตารับภาพที่เป็นแสงสี หูรับเสียงเข้ามาสู่สมอง ในขณะนั้นเราเกิดการรับรู้ผ่านเข้ามาทางตาหู นี่ถ้ามีกลิ่นโชยออกมาจากหน้าจอทีวีได้ด้วย ก็จะได้พบว่าจมูกรับกลิ่นเข้ามาอีกทางหนึ่ง การรับรู้แบบนี้แหละคล้ายกับคำที่ว่า ไม่คิดแต่รู้

ในขณะที่เราดูทีวี เราจะมีอารมณ์ร่วมไปตามบทหนัง ช่วงนั้นเราคิดเหมือนกันแต่ไม่ใช่คิดแบบคิดพิจารณา เป็นการคิดตามมีอารมณ์ตาม ซึ่งเกิดจากการใช้เวทนาสัญญาสังขารเข้ามาร่วมกันในการคิด บางคนคิดตามนำมาเทียบกับอดีตของตัวเองแล้วถึงกับร้องไห้ตามบทในทีวีทีเดียว แต่ถ้าคิดแบบคิดพิจารณาล่ะ เราก็จะเกิดสติว่าที่รู้เห็นได้ยินจากทีวีนั้นเป็นเรื่องแต่งขึ้น มันไม่จริงหรอก แล้วเราก็ดูทีวีอย่างดูเฉยๆ รู้เฉยๆ ไม่เกิดอารมณ์คล้อยตามพระเอกนางเอกแต่อย่างใด

ปัญญาที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติธรรมนั้น ต้องตัดการปรุงแต่งจากผู้ดูออกไปให้หมด ต้องใช้ตาที่หลับอยู่นั้นดูให้เห็นสภาพการเกิดแก่เจ็บตาย ดูให้เห็นสภาพการเน่าเปื่อยผุพัง ดูให้เห็นว่ากระดูกที่ว่าแข็งนักในไม่นานมันก็สลายกลายเป็นดิน แล้วใช้จมูกที่ไม่ได้กลิ่น ทำให้ได้กลิ่นเน่าเหม็นของร่างกายไปด้วยยิ่งดี ทำให้ได้กลิ่นเหม็นจากขี้หูขี้ฟันขี้ที่อยู่ในร่างกาย แล้วใช้ความรู้สึกให้รู้สึกถึงความขยะแขยงสะอิดสะเอียน พยายามทำให้รู้สภาวะโดยการเห็นได้ยินได้กลิ่น ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน ค่อยๆฝึกไป ฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ทั้งภาพกลิ่นและความรู้สึกชัดเจนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนผู้ฝึกรู้ซึ้งถึงสภาวะที่แท้จริง ... โดยไม่ได้คิด แต่รู้

ในอีกแง่หนึ่งอาจมองว่า การรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วรับเข้าสู่ใจ ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นหรือมีที่มาออกมาจากในใจ เพราะถ้าเป็นความรู้ซึ่งมีที่มาจากใจแล้ว แสดงว่าเราเผลอไปเอาความคิดปรุงเข้าไปแต่งเติมให้สิ่งที่รู้นั้นเจือด้วยสิ่งแปลกปลอม ไม่ใช้ความรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่รู้สภาวะที่แท้จริง

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on September 2, 2009 10:18 AM.

ทำความรู้จักกับผู้รู้ was the previous entry in this blog.

คิดนิดๆเพื่อคิดน้อยๆ หยุดคิดเพื่อรู้ว่าคิด is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :