เมื่อเล่าเรื่องสมาธิจะมีปัญหาที่ถูกถามกันบ่อยมากก็คือ นั่งสมาธิแล้วเห็นอะไรบ้าง เห็นภาพนิมิตอะไรบ้างหรือปล่าว พุทโธหายไปแล้วทำยังไง
ผมเป็นคนโชคดีที่ฝึกสมาธิแล้วแทบไม่มีภาพนิมิตอะไรแสดงขึ้นมาให้เห็น พอหลับตาแล้วสังเกตลมหายใจ พร้อมกับบริกรรมพุทโธ ก็จะตามรู้เฉพาะแต่เรื่องลมหายใจและคำว่าพุทโธไปเรื่อยๆ หลายครั้งที่จิตจะแว้บไปคิดเรื่องอื่น แต่พอรู้ตัวก็จะดึงกลับมาที่ลมหายใจต่อไปอีก ซึ่งในขณะนั้นก็จะไม่รับรู้ว่าตัวเองมีร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่มีอาการปวดเมื่อย ไม่สนใจเรื่องการกลืนน้ำลาย ไม่สนใจไม่ใส่ใจกับเรื่องอื่น เพราะจิตจะคอยตามรู้เฉพาะความรู้สึกจากลมกระทบของการหายใจเท่านั้น ประเด็นในขั้นนี้ก็คือ จิตของผมไม่เคยว่าง ผมจะพยายามหาทางทำให้จิตมีสิ่งรู้ ทำให้สติมีสิ่งระลึกอยู่ตลอดเวลา
ว่าถึงนิมิตที่ผมเห็น ไม่ใช่นิมิตอะไรอย่างที่คิดเพ้อฝันกันไปว่าเห็นสวรรค์นรกหรือเห็นภูตผีปีศาจอะไรหรอก สิ่งที่ผมเห็นก็มีแต่ความคิดนอกเรื่องนอกราว อย่างที่พวกเราอาจเผลอใจลอยฝันกลางวันกันอย่างนั้นแหละ ไม่น่าเรียกว่านิมิตอะไรด้วยซ้ำ ถ้ามีงานค้างหรือยังคิดแก้ปัญหาในงานไม่ตก พอจิตเผลอก็จะหวนไปหยิบยกเรื่องที่ค้างขึ้นมาคิด
ส่วนปัญหาเรื่องพุทโธหายถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะถ้าฝึกสมาธิแล้วพบว่าจิตว่าง ลืมคำบริกรรมพุทโธ เราก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับการนอนหลับ จะรู้สึกว่ามีความสุขสบายเป็นอย่างยิ่ง คนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็จะติดกับความสุข อยากจะสุขอย่างนั้นอีก นี่แหละที่เรียกว่าติดสมถะ พอจิตว่างเขาเรียกว่าตกภวังค์ สมาธิที่ได้ก็กลายเป็นสมาธิหัวตอ เพราะตัวเราจะนั่งนิ่งเหมือนแท่งไม้ มีสภาพนิ่งเหมือนหัวตอไม่ผิดเพี้ยน
ซึ่งอย่านึกว่าวิปัสสนาจะเกิดสภาวะแบบสมาธิหัวตอไม่ได้นะ ถ้าจิตเอาแต่รู้ ตามรู้ไปอย่างเดียว ถ้าเรื่องที่รู้มันเบาบางลงไป เงียบลงไป จิตของเราก็จะตกภวังค์ รู้สึกเฉยๆ จิตว่างเป็นพักๆ
สาเหตุที่จิตว่าง เพราะเรานั่นแหละทำจิตให้ขาดกำลัง บางคนบริกรรมภาวนาคำว่าพุทโธได้แป้บเดียวก็หลับ บางคนหลับลึกแบบตกภวังค์ ก็เพราะไม่ฉลาดปรับสภาพการหายใจให้เราสามารถตามรู้ได้ชัดเจนไว้ก่อนตั้งแต่แรก ถ้าเอาลมหายในสภาพที่อ่อนล้ามาใช้ พอจิตสงบกายสงบ ลมหายใจก็จะค่อยๆเบาๆลงไป คำบริกรรมพุทโธก็จะค่อยๆเบาลงแล้วหายไป เข้าสู่สภาวะกายหลับจิตก็หลับตามไปด้วย
วิธีแก้ต้องหาทางทำให้กายสงบแต่จิตกลับตื่นขึ้นมาแทน ให้บริกรรมพุทโธติดกันให้ถี่ยิบ ถ้าจิตยังแว้บไปคิดเรื่องอื่นใดเข้ามาได้อีก ให้เร่งคำพุทโธให้ถี่ยิบมากขึ้นไปอีก ตัวผมจะไม่ทิ้งลมหายใจ โดยในขณะที่บริกรรมพุทโธให้ถี่ยิบติดต่อกันไปนั้น ก็จะสังเกตความรู้สึกจากลมที่กระทบในโพรงจมูกตามไปด้วย ความรู้สึกรู้ในขณะนั้น จะรู้สึกถึงการไหวตัวในจิตซึ่งเกิดจากการบริกรรมพุทโธชัดเจนมากกว่าความรู้สึกตามรู้ลมกระทบเสียอีก
คราวนี้แหละถึงขั้นตอนสำคัญ พอจิตบริกรรมพุทโธจนพอแล้ว ให้ละทิ้งคำบริกรรมพุทโธ ผู้ที่สั่งให้ละคำบริกรรมก็คือตัวเราเอง เราเป็นผู้ทำให้พอ ลักษณะนี้พุทโธไม่ได้หายไปอย่างไร้เจตนา พอจิตตามรู้จนทันแล้ว จิตมันจะพอของมันเอง จิตจะรู้ของมันเองว่าพอได้แล้วเลิกบริกรรมพุทโธได้แล้ว พอไม่ต้องบริกรรมพุทโธ กำลังจิตที่เคยใช้ในการบริกรรมก็จะหันมาใช้เป็นกำลังในทางการใช้ปัญญาแทน
ถ้าทำได้ตามนี้เราก็จะซึ้งไปเองว่า สมถะที่ว่าไม่เกิดความรู้นั้น มันเป็นจริงหรือไม่ และสมถะที่หลายคนเกลียดกลัวไม่อยากติดสมถะนั้น วิธีฝึกเช่นที่กล่าวมานี้หาใช่สมถะที่คุณเคยเข้าใจหรอกใช่ไหม มันไม่น่าจะเรียกว่าสมถะเสียด้วยซ้ำ ... นี่แหละคือสมาธิที่เป็นฐานของปัญญา
