เพื่อนของผมหลายคนไม่เชื่อว่าพอคนเราตายแล้วต้องไปเกิดใหม่ เขาไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า ไม่เชื่อว่ามีสวรรค์มีนรก เชื่อแต่ว่าสวรรค์นรกก็อยู่ในปัจจุบันนี้แหละ อย่างคนรวยที่มีทรัพย์สินเงินทองนั่นไง เขาอยู่บนสวรรค์ ส่วนคนจนก็อยู่ในนรก แถมเขาเชื่อต่อไปอีกว่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังถึงอดีตชาติของพระองค์นั้น ถูกแต่งขึ้นเพื่อช่วยในการสอนคนให้ทำแต่ความดี เพื่อนบางคนบอกว่าผมโตแล้วทำไมยังเชื่ออย่างเรื่องหลอกเด็กนี่อีก
ถ้าคิดอย่างคนมีเหตุผล ก็จริงของเพื่อนทุกอย่าง เพราะเรื่องนรกสวรรค์เนี่ยยังไม่มีใครพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นได้ มีแต่คนนั้นคนนี้บอกว่ามีจริง แต่ความเชื่อว่าไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกแบบนี้ถือว่าเสี่ยงมาก เพราะถ้าเกิดมีสวรรค์มีนรกจริง มีชาติหน้าจริง ถ้าเขาไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม พอตายไปก็ต้องจากไปอย่างไร้จุดหมาย จะย้อนกลับมาก็ไม่ได้แล้วเพราะตายไปแล้ว
ความเชื่อที่เป็นความประมาทมีอีกตั้งหลายอย่าง
- เชื่อว่าการปฏิบัติธรรมนั้นแค่เข้าใจเรื่องอริยสัจจ์ให้รู้ต้นเหตุของทุกข์แล้วหาทางดับทุกข์ก็พอแล้ว แม้ความเชื่อแบบนี้ไม่ผิด แต่ผิดที่เขาเชื่อว่าเอาแค่นี้ก็พอ ไม่เห็นต้องเสียเวลาฝึกสมาธิฝึกปฏิบัติธรรมก็ได้
- เชื่อว่าวิปัสสนาคือการตามรู้ โดยไม่ต้องคิดพิจารณา ซึ่งก็ถูกอยู่ว่าการฝึกตามรู้ดูจิตเป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนา แต่วิปัสสนามิใช่แค่ฝึกให้รู้ตามดูจิตให้เป็นเท่านั้น มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ขอให้ลองดูประวัติของพระอริยเจ้าหลายๆรูปดูซิ จะพบว่าทุกท่านต้องใช้ปัญญาพิจารณากันอย่างหนัก บางท่านถึงกับกล่าวว่าต้องทำสงครามกับกิเลสทีเดียว สู้กัน ฟัดกัน รบกัน กว่าจะเอาชนะกิเลสได้ก็ต้องเสียแรงเสียเวลาเป็นปีๆ
- เชื่อว่าฝึกสมาธินั่งภาวนาแล้วจะติดสมถะ คนที่เชื่อกันเช่นนี้ก็คือคนที่ไม่เคยฝึกสมถะมาก่อน หรือเคยฝึกแล้วไม่พบความก้าวหน้า ก็เลยเลือกเชื่อว่าไม่ต้องฝึกสมถะก็ได้ ข้ามไปฝึกวิปัสสนาได้เลย ขอให้ช่วยหาว่ามีพระอริยรูปไหนบ้างที่ไม่เคยฝึกสมถะมาก่อนบ้าง แม้ตอนนี้ท่านจะสอนให้ใช้วิปัสสนากัน แต่อดีตของท่านก็เคยฝึกสมถะกันมาแล้วทั้งนั้นใช่ไหม การฝึกสมถะในอดีตของท่านนั่นแหละที่เป็นกำลังให้ท่านใช้วิปัสสนาได้ง่ายดายในปัจจุบัน (เท่าที่ผมทราบยังไม่เคยพบพระอาจารย์รูปใดที่ไม่เคยฝึกสมถะมาก่อน)
- เชื่อว่า xxxxxxxxx เพื่อทำให้เกิดผล yyyyyyyyyy ที่มีลักษณะง่ายๆ สบายๆ ทำได้ในทุกเวลา อะไรก็ตามที่เป็นความเชื่อในลักษณะที่เอาง่ายเข้าว่าแบบนี้มันออกจะง่ายเกินไปครับ ก่อนจะเชื่ออะไร ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าตัวเองคิดอย่างประมาทหรือไม่
- เชื่อว่าทางสายกลางก็คือความสบายๆ ไม่หนักไม่เบาเกินไป ทั้งๆที่ทางสายกลางอีกแง่หนึ่งก็คือการหายาให้ถูกกับโรค ถ้าเป็นหนักก็ต้องเลือกใช้ยาแรง ถ้าเป็นไม่มากก็แค่พักผ่อนก็พอ ทางสายกลางก็คือการเอาเกลือจิ้มเกลือ จะเอาชนะโกรธได้ก็ต้องใช้เมตตาพรหมวิหาร ต้องเลือกทางที่เหมาะสมเพื่อเอาชนะปัญหานั้นๆ
ความเชื่อที่เหมาะสมต้องเป็นความเชื่อที่ตัวเราเองผ่านการพิสูจน์มาก่อนแล้วว่าจริงตามนั้น แต่ใช่ว่าสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้จะไม่มีทางเป็นจริง อย่างน้อยขอให้เปิดใจให้กว้าง ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ขอให้คิดเผื่อไว้ 50-50 ว่าอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้
