สมมติกับสมมุติมีความหมายเดียวกันแต่สะกดต่างกัน จะใส่สระอุหรือไม่ก็ได้ ตัวคำนี้ก็ยังชี้นัยว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถมีชื่อเรียกขานได้หลายแบบ ไม่จำกัดเฉพาะภาษาไทย ยังมีภาษาของคนในโลกต่างเชื้อชาติที่เรียกสิ่งเดียวกันต่างภาษากันไป
การฝึกสมาธิต้องอาศัยสมมติขึ้นมาก่อนจากนั้นจึงค่อยๆละสมมติออกไปทีละอย่าง เราจำเป็นต้องอาศัยสมมติเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงกันว่าอะไรเป็นอะไร ต่อเมื่อเข้าใจในสิ่งนั้นชัดแล้วจึงละสมมติทิ้งไป
ผู้ฝึกจับลมหายใจหลายคน (รวมทั้งผมด้วยในระยะแรก) ติดสมมติในคำว่าลมหายใจอย่างเหนียวหนึบ พอตั้งใจว่าจะจับลมหายใจ ก็กลายเป็นว่าเราหายใจไม่เป็นธรรมชาติ กลายเป็นการหายใจที่ผู้ฝึกสมาธิบังคับลมให้หายใจเข้าหายใจออก กลายเป็นบังคับให้หายใจสั้นหายใจยาว
การหายใจหรือลมหายใจ เป็นคำที่เราสมมติขึ้นเพื่อให้เข้าใจตรงกันเท่านั้นว่าหมายถึงอะไร พอเข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปจับที่คำพวกนี้อีกแต่ให้กำหนดจิตเพื่อตามรู้อาการของมัน ... เราจะรู้อาการของมันได้อย่างไรล่ะ
ในระหว่างนั่งสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวให้ตรง ทำร่างกายให้สบาย ถ้านั่งขัดสมาธิไม่ได้ก็ให้นั่งบนเก้าอี้ หาทางสร้างสภาะวะทางร่างกายให้สบาย ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนต้องหันจิตใจไปใส่ใจกับมัน
จากนั้นให้สังเกต (ขอย้ำคำว่า สังเกต) สังเกตว่าในขณะที่เรานั่งสบายๆอยู่นั้น ให้ใส่ใจไปที่โพรงจมูก (ผู้ชาย โพรงจมูกขวา ผู้หญิง โพรงจมูกซ้าย) สังเกตซิว่าเรามีความรู้สึกในโพรงจมูกอย่างไรบ้าง วิธีนี้แหละที่จะช่วยให้เลิกบีบบังคับลมหายใจ เพราะเราไม่ได้สนใจที่ตัวลมหายใจ ไม่ได้สนใจอาการของลมหายใจ แต่สังเกตสิ่งที่รู้จากอาการนั้นแทน โดยการสังเกตนี้ก็ไม่ต้องตั้งใจว่าจะสังเกต เพียงแต่กำหนดจิตให้ใส่ใจไปที่โพรงจมูก จากนั้นสิ่งที่จะรู้ก็จะเกิดให้ตามรู้ขึ้นมาเอง
คำว่าจมูก โพรงจมูก ก็เป็นคำที่สมมติขึ้นให้เข้าใจอีกว่ามันคืออวัยวะส่วนใดของร่างกาย พอเข้าใจแล้วก็ละคำสมมตินี้ทิ้งไปอีก
ถ้าสถานที่ฝึกสมาธิเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะสม ไม่มีเสียงหรือกลิ่นหรือความวุ่นวายอื่นๆ ผู้ฝึกสมาธิก็จะสังเกตว่าในโพรงจมูกมีความรู้สึกให้เรารับรู้เกิดขึ้นชัดเจนกว่าส่วนอื่นของร่างกาย
การกำหนดจิตให้เฝ้าดูที่โพรงจมูก ตำแหน่งของโพรงจมูก ก็ถือเป็นสมมติอีกนั่นแหละ ถ้าเอาแต่ยึดติดกับตำแหน่งนี้เพียงตำแหน่งเดียว พอมีเสียงหรือสิ่งอื่นผ่านเข้ามาทางอวัยวะรับรู้อื่น เราก็จะถูกดึงตามไปรู้เรื่องนั้นๆแทนอีกแล้ว พอรู้ตัวว่าจิตถูกดึงไปจากโพรงจมูก เราก็จะรู้สึกเป็นทุกข์และยิ่งพยายามฝืนให้ดูแค่ความรู้สึกในโพรงจมูกเพียงอย่างเดียวก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น
ดังนั้นเราต้องเลิกยึดติดกับสมมติที่ว่าจะกำหนดรู้ที่จุดเดียว เมื่อใดที่จิตหันไปจับเสียงที่ได้ยิน ก็ให้รู้ว่าได้ยินเสียง (หลวงพ่ออินกอ พระฝรั่งชาวเยอรมัน วัดอโศการาม ได้แนะนำให้ภาวนาว่า Voice Voice เมื่อได้ยินเสียงคน และภาวนา Noise Noise เมื่อได้ยินเสียงอื่น ดูคำสอนของท่าน) พอรู้เรื่องเสียงแล้ว มันก็จบผ่านไปแล้ว ก็ให้หันกลับมาสนใจสังเกตอาการที่เกิดขึ้นภายในโพรงจมูกต่อไปอีก
สิ่งใดที่เกิดขึ้น ก็ขอให้รู้ ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ แต่ต้องรู้ด้วยว่าสิ่งที่รู้นั้นเป็นสิ่งใด(เฉพาะเท่าที่ควรจะรู้)
พอตามรู้ไปเรื่อยๆ ให้สังเกตว่าสภาวะของการตามรู้ต่างจากสภาวะที่ไม่ได้ตามรู้อย่างไร เรามีความรู้สึกในขณะที่รู้ทันกับไม่รู้ทันต่างกันอย่างไรบ้าง เปรียบเทียบการรู้สภาวะของลมที่มากระทบกับการรู้สภาวะอื่นๆว่าต่างกันอย่างไร พอจิตสงบเราจะพบว่าในร่างกายที่ว่าสงบนี้ ความจริงมันไม่ได้สงบแม้แต่น้อย เราจะพบความรู้สึกภายในร่างกายจิตใจอีกมากมาย ความรู้สึกหลายๆอย่างเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน อย่างสัญญาความทรงจำที่หลวงตาบัวท่านกล่าวว่ามีลักษณะเหมือนพยับแดด ก็คงไม่ใช่แค่คำที่ท่านยกขึ้นมาเล่นๆ น่าจะมีลักษณะตามที่ท่านกล่าวจริงๆ
