เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนที่เจอปัญหาให้ทุกข์ร้อนอยู่บ่อยๆ เขาบอกว่าจะหาพระปิดหูปิดตามาคล้องคอ เพื่อเตือนสติตัวเองว่า จากนี้ต่อไปจะทำตนเป็นคนปิดหูปิดตาไม่อยากรับฟังเรื่องทุกข์ร้อนใดๆอีก เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะบอกตัวเองว่า ช่างมันๆๆ ผมก็แซวเขาว่า ที่ปิดหูปิดตาแล้วนั้นน่ะ แถมฉีดยาให้ชาไปทั้งตัว ก็จะได้ยินเสียงดังลั่นเหมือนเปิดลำโพงตัวใหญ่ให้ได้ยินดังขึ้นกว่าเดิมอีกนะ มันจะดังขึ้นจากใจ คราวนี้จะดังลั่นทีเดียว
ผู้ที่ฝึกปฏิบัติธรรมต้องรู้จักขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าขันธ์ห้านี่แหละที่เป็นประตูเปิดให้เราคิดนึกรู้สึกและเข้าใจ ต่อให้ปิดหูปิดตาและฉีดยาชาแล้วก็ตาม ยังมีขันธ์ตัวอื่นอีกที่จะกลายเป็นต้นเหตุได้เสมอ
แต่จิตของเรามันไม่ได้รู้ทุกขันธ์พร้อมกัน อย่างคุณกำลังอ่านข้อความนี้ หูก็เหมือนไม่ได้ยินเสียง แต่พอทักเรื่องหู คุณก็จะหันไปใส่ใจกับการได้ยิน แล้วตอนนี้รู้สึกไหมว่ามือกำลังสัมผัสอะไร ถ้าไม่ทักก็ไม่คิดถึงมือหรอกใช่ไหม คิดถึงคำว่า มือ ถามว่าที่คุณคิดถึงมือนั้นน่ะ คิดถึงส่วนใดของมือ นิ้วหรือปล่าว เรามีกันตั้งสิบนิ้ว แล้วนิ้วไหนล่ะที่คุณกำลังคิดถึง แต่ละคนคงตอบแตกต่างกันไปว่านิ้วอะไร นี่ยังไม่ได้ทักเรื่องมือซ้ายขวา ถ้าทักขึ้นมาจิตของเราก็จะหันไปใส่ใจกับเรื่องซ้ายหรือขวา
จากประสบการณ์ฝึกสมาธิของผม การฝึกจิตให้ตามรู้มีสติมีลักษณะเหมือนกับการทำงานของเรดาร์หรือเหมือนกับกล้องส่งทางไกลไม่มากก็น้อย มันไม่เหมือนกับการเปิดหน้าต่างทุกบานให้ลมโชยเข้ามาแล้วก็ไม่รู้ว่ากลิ่นที่รู้สึกนั้นเข้ามาทางหน้าต่างบานใด มันไม่เหมือนกับการถ่ายภาพวิวจากระยะไกลที่ไม่ได้ชี้ชัดว่าถ่ายภาพอะไรโดยมีแม่น้ำท้องฟ้าหรือต้นไม้ต้นใดเป็นจุดสำคัญ มันไม่ใช่การปล่อยให้ขันธ์ทำงานพร้อมกันทุกตัวแล้วเราเปลี่ยนการตามรู้ไปเรื่อยๆตามขันธ์ใดก็ได้
การทำงานของเรดาร์ ต้องหันจานเรดาร์ไปทางทิศที่ต้องการก่อน แล้วส่งสัญญาณคลื่นเสียงออกไป พอเสียงกระทบกับตัวเครื่องบินบนฟ้า เสียงก็จะสะท้อนกลับมาที่จานเรดาร์ ส่งสัญญาณบอกบนจอให้รู้ว่าเจอเครื่องบินแล้ว ส่วนการใช้กล้องส่องทางไกลก็คล้ายกันตรงที่เราต้องตั้งใจส่องกล้องไปในทิศทางที่ต้องการก่อน แม้จะไม่ได้ส่งสัญญาณคลื่นเสียงออกไปแบบเรดาร์ก็ตาม แต่แสงจากสิ่งที่กล้องส่องไปจะวิ่งเข้ามาทางกระบอกกล้องเอง เราก็ค่อยปรับโฟกัสปรับการขยายแสงให้เห็นภาพชัดขึ้น
เราจะรู้เรื่องอะไร ต้องกำหนดจิตไปในที่นั้นก่อน ถ้าจิตบอกว่าไม่เห็นรับรู้อะไรเพราะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆของสิ่งใดให้เห็นชัด ก็อย่างเพิ่งดีใจว่าไม่มีสิ่งนั้น เราต้องขยายกำลังจิต จึงจะดูได้ละเอียดขึ้น บางครั้งศัตรูมันอาจพรางตัวทำตัวให้ดูเหมือนก้อนหิน ถ้าเราดูแล้วบอกว่าก้อนหินที่เห็นก็คือก้อนหิน ก็แสดงว่าเราตกหลุมพรางของศัตรู นี่ก็เหมือนเราใช้ขันธ์ที่เป็นสัญญามาตีความว่าสิ่งที่เห็นเป็นก้อนหินนั่นแหละ สัญญาความทรงจำจึงเป็นสิ่งที่หลอกเราได้ดีมาก คงต้องหาทางส่งสัญญาณคลื่นแสงอินฟาเรดเพื่อจับอุณหภูมิออกไป จะได้จับได้ว่าในก้อนหินนั้นที่จริงแล้วมีอะไรซ่อนตัวอยู่
ถ้าเอาแต่ส่องกล้องดูแล้วลืมถ่ายภาพ เราก็จะเห็นแต่ภาพต่อเนื่องกันไปโดยไม่สามารถเห็นในรายละเอียด เราก็ต้องใช้กล้องที่มีชัตเตอร์ความเร็วสูง เพื่อได้ภาพที่หยุดอาการเคลื่อนไหวให้กลายเป็นภาพนิ่งมาวิเคราะห์กัน จิตจะจับอาการไหวให้กลายเป็นหยุดนิ่งได้ก็ต่อเมื่อจิตทำงานได้เร็วกว่าอาการที่ไหวตัวนั้น
อีกไม่นานวิทยาศาสตร์คงจะก้าวหน้าไปถึงขึ้นอยากจะดูอะไรก็ดูได้แบบ 360 องศาทุกทิศทางทั้งด้านบนและด้านล่างแบบสามมิติ วิทยาการแบบนี้ก็จะเหมือนสติปัฏฐานที่ยังมีมหาสติปัฎฐาน ที่ผมยังต้องหาทางฝึกให้ถึงขั้นนั้นให้ได้ในวันหนึ่ง
ปล การฝึกจิตตามรู้ ต่างจากการใช้เรดาร์หรือกล้องส่องทางไกล ตรงที่เราต้องหันจานเรดาร์หรือหันกล้องส่องทางไกลมาดูที่ตัวเราเอง สิ่งที่อยู่ใกล้ๆไม่ต้องเอื้อมนี่แหละที่เราไม่ค่อยรู้จักกัน มันใกล้แต่จริงๆแล้วไกลเหลือเกินจากความเข้าใจ
การฝึกสมาธิเหมือนกับการใช้เรดาร์เพราะเราจะตามรู้อะไร ต้องกำหนดจิตไปที่จุดใดจุดหนึ่งก่อน จากนั้นต้องส่งจิตเข้าไปรู้เหมือนการส่งคลื่นจากจานเราดาร์ออกไป ถ้าไม่ส่งจิตเข้าไปรู้ก็ไม่มีคลื่นสะท้อนกลับมาให้รู้ ถ้าอยากรู้ให้ละเอียดก็ต้องส่งจิตให้ถี่ยิบจนดูเหมือนต่อเนื่องไม่ขาดตอน ส่วนกล้องส่องทางไกลเหมือนกับการใช้จิตในชีวิตประจำวันเพราะเราควบคุมสิ่งที่จะวิ่งมากระทบไม่ได้
