การฝึกภาวนาพุทโธตามรู้ลมหายใจเข้าออก พอหายใจเข้า ให้ภาวนาว่า พุท พอหายใจออก ให้ภาวนาว่า โธ วิธีฝึกแบบนี้ทำได้ง่ายไม่ยาก แต่ถ้าต้องทำติดต่อกันไป 10 ครั้ง โดยสามารถตามรู้ไปได้ตลอด ไม่มีความคิดอื่นใดมาแทรก จะทำได้ยากขึ้นมาก
ถ้าระหว่างหายใจเข้าออก กำหนดให้ภาวนาพุทโธต่อเนื่องกันไปอย่างถี่ยิบ และต้องรู้อาการของลมหายใจเข้าออกพร้อมกันไปด้วย จะทำได้ยากขึ้นไปอีกหลายขั้น
ที่ทำได้ยาก ไม่สามารถฝึกแล้วก้าวหน้า เป็นเพราะเริ่มต้นผิด เพราะถ้าคิดว่าให้ตามรู้ลมหายใจ แล้วก็พาซื่อเอาแต่เฝ้าดูลมหายใจว่ากำลังเข้า กำลังออก ก็แสดงว่ายึดติดกับสิ่งผิดแล้วตั้งแต่ต้น
ผู้ฝึกจับลมหายใจ ต้องฉลาดปรับความคิดที่ตามรู้ลมหายใจนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าต้องทำตามที่พระท่านสอนไว้ว่า พอลมหายใจเข้า ให้ตามรู้ว่าหายใจเข้า แล้วภาวนาคำว่า พุท ไปตลอด
ตอนแรกเพิ่งเริ่มฝึกใหม่ๆ ไม่เคยฝึกตามรู้ลมหายใจมาก่อน ก็ต้องหาให้ได้ก่อนว่า ลักษณะใดที่เรียกว่า หายใจเข้า ลักษณะใดที่เรียกว่า หายใจออก แต่พอฝึกจนคล่องแล้วพอจิตสงบละเอียดมีสมาธิดีแล้ว ถ้ายังเฝ้าดูว่าเมื่อใดที่หายใจเข้าหายใจออกอีก จะไม่สามารถก้าวหน้าไปถึงไหนได้เลย
การฝึกจับลมหายใจ มีขั้นตอนเหมือนการยิงจรวดส่งดาวเทียม ตอนแรกต้องอาศัยจรวดทั้งลำเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล เพื่อยกน้ำหนักของจรวดทั้งลำขึ้นไปจากพื้นดินให้ได้ก่อน จากนั้นพอจรวดลอยลำมีความเร็วได้ที่แล้ว ก็จะสลัดลำตัวจรวดท่อนล่าง สลัดทิ้งลำตัวจรวดท่อนล่างถัดไปทีละส่วน
พอเรารู้ชัดว่าลมหายใจเข้าสั้นออกสั้น พอเรารู้ชัดว่าลมหายใจเข้ายาวออกยาว พอเรารู้ชัดว่าเป็นอย่างไร เราค่อยก้าวไปขั้นต่อไป
- แรกสุดต้องรู้ก่อนว่า อะไรที่เรียกว่า ลมหายใจ
- ต่อไปต้องรู้ว่า อะไรที่เรียกว่าลมหายใจเข้า อะไรที่เรียกว่าลมหายใจออก ซึ่ง 2 ขั้นแรกนี้เข้าใจไม่ยาก
- บางคนนึกว่าเข้าใจ 2 ขั้นนี้ไม่ยาก แต่พอปฏิบัติจริงกลับไม่สามารถตามรู้ตลอดของลมหายใจเข้า ตั้งแต่เริ่มเข้า จนสุดของลมหายใจเข้า แล้วมีจังหวะหยุดหายใจแพล้บเดียว ต่อด้วยการเริ่มออก จนสุดของลมหายใจออก (ความรู้นี้ไม่ได้หมายถึงให้ตามรู้ลมเข้าไปจนสุดทางในปอด แต่ให้กำหนดจิตไว้ที่โพรงจมูกที่เดิมไปตลอด)
- พอรู้จักชื่อเรียกแล้ว ให้เลิกใช้ชื่อเรียกนั้น แต่ให้ดูที่อาการของลมหายใจว่า อย่างไรคือที่ว่ารู้ว่าลมเข้า อย่างไรคือที่ว่ารู้ว่าลมออก พอชัดเจนแล้วก็ตัดทิ้งเรื่องเข้าเรื่องออก ให้ดูแค่อาการที่เคลื่อนไหวที่โพรงจมูก อย่าไปกำหนดชื่อเรียกมันว่าชื่ออะไรเป็นอะไร
- เราจะรู้อาการนั้นๆได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็จะรู้ขึ้นมาเอง แต่ต้องประกอบด้วยการกำหนดจิตไว้ที่โพรงจมูกและลมหายใจที่สัมผัสกับผิวหนังภายในโพรงจมูกเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกันพอดี เราต้องกำหนดจิตว่าฉันอยากรู้ลงไป แล้วพอมีลมหายใจสัมผัวผิวหนังหรือขนในจมูก จึงเกิดการตามรู้ขึ้น
- ที่พระท่านห้ามไม่ให้เพ่งแรงเกินไป ท่านให้ทำใจสบายๆ ให้สังเกตอาการที่ไหวตัวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าเทียบกับการดูหนัง ก็เหมือนกับการตั้งหน้าตั้งตาดูหนัง แม้จะมีช่วงโฆษณาก็ไม่รู้ตัว ยังเผลอตามดูโฆษณาเข้าไปอีก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า ติดกับการดูหนัง แต่ถ้าตั้งใจใหม่ว่า จะดูเหมือนกัน แต่จะดู ดู ดู ดู ดู ดู คือจะดูต่อเมื่อตั้งใจว่าจะดู ดูเพื่อให้รู้ พอรู้แล้วก็จบไปแล้วเริ่มตั้งใจที่จะดูต่อไปอีก แค่ตั้งใจเบาๆว่าจะดู อะไรที่ผ่านเข้ามาทางตา นั่นแหละรู้แล้ว
- การตามรู้ลมหายใจให้ตลอดสาย ถ้าดูแบบละเอียด จะพบว่าลมหายใจที่ว่าสั้น กลายเป็นลมหายใจยาว ยาวขึ้นไปเองเรื่อยๆ เปรียบเหมือนเราใช้กล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ถ่ายภาพติดต่อกันถี่ยิบ จะได้ภาพแบบ Slow Motion ที่เราเห็นแต่ละจังหวะได้ชัดเจน ซึ่งจิตจะทำงานได้เร็วถึงขนาดนี้ได้ ต้องอาศัยกำลังของจิตให้เกิดขึ้นมาก่อน มันไม่ง่ายหรอกที่จะกำหนดจิตเบาๆ ถี่ยิบ ติดต่อกัน เพราะถ้ากำหนดแรงไปหรือแรงไม่เท่ากัน จังหวะของการตามรู้ก็จะสะดุด ที่ยากกว่านั้นคือต้องนำวิธีนี้ย้อนกลับมาใช้ในการตามรู้ทุกขณะจิตในชีวิตประจำวันให้ได้ตลอดด้วย
- พอสามารถตามรู้เป็น ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นก็รู้ เราจะสามารถเลือกสิ่งที่จะตามรู้ได้ด้วยว่าอยากจะรู้สิ่งนั้นๆไหม เรื่องอื่นสิ่งอื่นจะเงียบไม่เสนอหน้าโผล่ออกมาแทรกแซงแม้แต่น้อย จังหวะนี้แหละให้ยิบยกปัญหาต่างๆขึ้นมาพิจารณา จิตมันจะพิจารณาแล้วได้คำตอบแว้บออกมาเอง หรือจะใช้จังหวะนี้กำหนดจิตในเรื่องอื่นก็ตามใจ
ถ้าฝึกตามรู้ได้ละเอียด ไม่ยึดติดกับชื่อเรียกที่เป็นภาษาของมนุษย์ ไม่ว่ากำลังอยู่ระหว่างฝึกภาวนาพุทโธตามรู้ลมหายใจเข้าออก พอหายใจเข้า ให้ภาวนาว่า พุท พอหายใจออก ให้ภาวนาว่า โธ หรือลองสลับมาฝึกว่าระหว่างหายใจเข้าออก กำหนดให้ภาวนาพุทโธต่อเนื่องกันไปอย่างถี่ยิบ และต้องรู้อาการของลมหายใจเข้าออกพร้อมกันไปด้วย ก็จะทำได้ไม่ยาก ให้ลองฝึกใช้การตามรู้สองแบบนี้สลับกันไปมาจนกว่าจะคล่องกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าในระหว่างที่นั่งขัดสมาธิ หรือพอจะลุกออกจากที่นั่ง พบว่าปวดขา ก็ควรรับรู้แค่ว่าปวดเฉพาะเมื่อเราอยากจะเข้าไปรู้ พอรู้ว่าปวดแล้วก็ช่างมัน มันเป็นแค่อาการของกาย เรารู้แล้วว่าปวด แต่ไม่ต้องสนใจตีความว่ามากน้อยดีร้ายอย่างไร ปวดมันก็แค่นั้นเป็นไปตามเรื่องของกาย
ผมเชื่อว่าการฝึกเช่นนี้ถึงขั้นนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะพอเข้าไปรู้แล้ว ดูมันเฉยๆ รู้เฉยๆ ยังถือว่าง่ายไป อีกหน่อยพอทำได้คล่องแล้ว น่าจะปล่อยให้มันปวดเข้าไปเลย ทำให้ทั้งกายและจิตมันปั่นป่วนเพราะความปวดนี้แหละ แล้วใช้เป็นโจทย์ตั้งปัญหาให้เรานำมาแยกแยะที่ไปที่มาออกเป็นส่วนๆ เพื่อทำให้รู้ชัดหมดปัญหา พอหมดปัญหาไม่ต้องถามแล้วก็น่าจะจบ
