
คุณพ่อของผมเป็นคนที่ยึดหลักการมีสติ ท่านสอนว่าให้ทำอะไรๆด้วยการมีสติอยู่กับตัว อย่าทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน เวลาทานข้าวให้ทานข้าว อย่าทานข้าวพร้อมกับอ่านหนังสือไปด้วยดูหนังทีวีไปด้วย ถ้าทำงานอะไรก็ขอให้ตั้งใจทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ เวลาที่ผมลืมทำอะไรจะถูกตักเตือนเสมอว่า ... ไม่มีสติ
ช่วงหลังก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ คุณพ่อตัดเรื่องวุ่นออกไปแทบทุกอย่าง คุณพ่อสั่งว่าไม่อยากรับรู้ปัญหาของใครอีก พวกเราในครอบครัวก็พยายามไม่นำปัญหาทุกข์ร้อนไปเล่าให้ท่านฟัง เวลาผมเข้าใกล้คุณพ่อจะรู้สึกเย็นๆ ตัวท่านเองก็ดูเหมือนเป็นเด็กที่มีแต่ความสุขสดชื่น จนผมขอตั้งชื่อคุณพ่อใหม่ว่า เด็กชายหมั่นโป๊ว ซึ่งเป็นชื่อจีนสมัยเด็กๆของคุณพ่อ
คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของคุณพ่อที่เข้าวัดฝึกสมาธิอย่างจริงจังได้เอ่ยปากชมท่านว่า การฝึกให้มีสติของคุณพ่อที่ทำอยู่นั้นดีแล้ว คุณพ่อบอกกับผมว่า "พ่อฝึกแค่มีสติแค่นี้แหละพอแล้ว" แม้ผมจะพยายามกระตุ้นให้ท่านฝึกสมาธิอย่างไร ก็ดูเหมือนคุณพ่อจะพอใจแค่การฝึกให้มีสติในชีวิตประจำวันแค่นั้น ทั้งๆที่คุณพ่อชอบอ่านหนังสือ แต่ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ ท่านจะหลับทุกที
คุณพ่อหัวใจวายถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลนอนห้องไอซียูถึงหกครั้ง ที่คุณพ่อรอดมาได้หลายครั้งก็เพราะบ้านผมมีหมออยู่หลายคน น้องสาวของผมชื่อแพทย์หญิงอรุณวรรณเป็นหมออยู่โรงพยาบาลรามาธิบดี หาถังออกซิเจนกับเครื่องมือวัดหัวใจมาเตรียมพร้อมไว้ที่บ้าน ทำให้ช่วยปฐมพยาบาลยืดเวลารอจนรถพยาบาลฉุกเฉินมารับ
เวลาที่คุณพ่ออยู่โรงพยาบาล ดูๆก็สามารถพูดคุยกับผมและแขกที่มาเยี่ยมได้ดี แต่พอรักษาจนหายสามารถกลับมาบ้าน คุณพ่อเล่าว่า ช่วงที่เข้าโรงพยาบาลนั้น คุณพ่อจำอะไรไม่ได้เลย จำไม่ได้ว่าพูดอะไร พูดกับใคร หรือมีใครมาเยี่ยมบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากยาที่ทานเข้าไป อาจเข้าไปกดประสาททำให้ไม่สามารถรับรู้จนมีความทรงจำตามปกติ
การที่ผมเล่าเรื่องคุณพ่อให้ฟังนี้ เพียงอยากบอกพวกเราว่า ถ้าคิดพอใจกับการฝึกแบบง่ายๆแล้วบอกตัวเองว่า แค่นี้แหละพอแล้ว ก็อาจจะพอแล้วสำหรับการมีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ช่วงป่วยไข้ถูกให้ยากดประสาท หรือยามที่แน่นหน้าอกเพราะหัวใจทำงานไม่ปกติ สติที่ฝึกมาถือว่าพอเพียงแล้วหรือไม่
ผมเห็นหลายๆคนที่เพิ่งหันเข้ามาสนใจฝึกปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะคนที่ไม่ยอมพึ่งตัวเอง เมื่อประสบปัญหาทุกข์ร้อน ก็ชอบเข้าวัดพึ่งพระหรือสมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเพียงไม่กี่ครั้ง พอกลับออกมาแล้วก็บอกคนรอบข้างว่า วิธีที่ตัวเองใช้ฝึกนั้นเป็นวิปัสสนา ไม่ใช่สมถะ ได้แค่นี้แหละพอแล้ว
ช่วงแรกที่ผมฝึกสมาธิ ผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน นึกว่าตัวเองรู้ธรรมเห็นธรรม เวลาที่ใครพูดเรื่องธรรมะก็เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วก็มีความอยากที่จะสอนคนอื่นให้รู้จักธรรม เรียกว่าหยุดพูดเรื่องธรรมะไม่ได้ทีเดียวล่ะ จนกระทั่งถูกทดสอบจากการจากไปอย่างกระทันหันของแม่ป้าที่เป็นแม่นมของผม ว่าอยู่ดีๆก็นอนหลับตายจากไปเฉยๆ ทำให้ผมที่คิดว่าแน่ ต้องร้องไห้ติดกันหลายวัน ผมจึงถึงบางอ้อว่า "เนี่ย เรายังโง่เหลือเกินนะ ธรรมที่เข้าใจมันไม่ได้เข้าใจจริงแม้แต่น้อย"
บางคนตั้งใจว่าชาตินี้ขอให้สำเร็จโสดาบัน ก็จะขอฝึกปฏิบัติธรรมแค่ให้ครบคุณสมบัติของการเป็นโสดาบัน ซึ่งน่าสงสัยว่าทุกชาติที่เขาเกิดมามีความตั้งใจอย่างนี้มาแล้วทุกชาติหรือไม่ ที่ว่าเป็นโสดาบันแล้วต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างมากอีก 7 ครั้งนั้น จะเริ่มนับจากชาติไหนกันล่ะ
ถ้าคิดแต่เพียงว่า แค่นี้แหละพอแล้ว ก็แสดงว่าคุณได้พ่ายแพ้ให้กับกิเลสแล้วล่ะ หลวงตาบัวท่านสอนว่า "ให้คิดไว้ว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานมันแค่เอื้อม แค่เอื้อม" เราควรตั้งใจให้บรรลุถึงที่สุดของมรรคผลนิพพานแล้วพยายามปฏิบัติธรรมด้วยความเพียรอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้
แค่นี้แหละพอแล้วที่ถูกต้อง ควรจะกล่าวใหม่ว่า แค่บรรลุถึงมรรคผลนิพพานนี้แหละพอแล้ว เราทุกคนควรหาทางใช้ชีวิตในชาตินี้ให้มันจบในชาตินี้
