ตั้งแต่พวกเรามีไฟฟ้าใช้ แสงสว่างจากตะเกียงเทียนไขก็ไร้ค่า แม้จะจุดตะเกียงเจ้าพายุก็ยังสว่างสู้หลอดไฟสปอร์ตไลท์ไม่ได้ แต่พอเวลาค่ำมืดผ่านไป แสงจากดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันก็กลบแสงสว่างของหลอดไฟไปสิ้น
กำลังของจิตก็เช่นกัน ถ้าเราใช้กำลังของจิตแบบที่เรามีอยู่ใช้อยู่กันทุกวันกับการพิจารณาธรรม ก็จะเห็นสภาวะธรรมเท่าที่กำลังของจิตทำได้เท่านั้น
เรื่องกำลังของจิตนี้ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เข้าใจว่ามีสภาพเป็นอย่างไร จนกว่าเจ้าตัวจะหาทางสร้างกำลังของจิตของตนให้มีกำลังมากขึ้นแล้วจะถึงบางอ้อว่ามันเป็นอย่างนี้เอง
ก่อนโน้นไม่มีใครรู้ว่าในน้ำที่ว่าสะอาดมันมีเชื้อโรคอยู่มากเป็นล้านๆตัว ที่มองเห็นเชื้อโรคได้ก็เพราะเรารู้จักใช้ไฟฟ้าให้พลังไปที่กล้องจุลทัศน์ ต่อให้มีพลังไฟฟ้า แต่ไม่รู้จักสร้างเครื่องมือที่ใช้ไฟฟ้าให้เป็นประโยชน์ สร้างกำลังไฟฟ้าได้ก็ไร้ความหมาย ต่อให้มีไฟ 220 โวลท์ แต่ใช้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแค่ 15 วัตต์ มันก็ได้แสงสว่างออกมาแค่นั้น
กำลังของจิตก็เช่นกัน เมื่อสามารถสร้างกำลังของจิตได้มากพอแล้ว ยังต้องรู้จักวิธีใช้กำลังจิตไปในทางที่ถูกต้องมีประโยชน์ด้วย พอใช้กำลังจิตในการพิจารณาสภาวธรรมไปสักพักก็จะเหนื่อย แล้วก็ต้องย้อนหลับมาพักเพื่อสร้างกำลังจิตขึ้นใหม่อีก
หากพบคนมาแย้งว่ากำลังจิตไม่สำคัญ อย่าไปเสียเวลาโต้เถียงกับเขา เพราะพอเอ่ยมาว่าไม่สำคัญ ก็แสดงให้เห็นแล้วล่ะว่า เขาต้องไม่เคยลองหาทางสร้างกำลังจิตของตนเองให้เหนือขึ้นกว่าเดิมมาก่อน .... หรือถ้าเคย ก็ใช้ไม่เป็น
(แล้วคงโต้แย้งกันต่อไปว่า ถ้าใช้กำลังจิตเป็น ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสร้างกำลังของจิตให้มันมากนัก อย่างหลอดไฟนีออนประหยัดไฟ 30 วัตต์ที่ให้ความสว่างเหมือนหลอดแบบไส้ 100 วัตต์นั่นไง หากยืนยันกลับมาเช่นนี้ ต้องขอให้พิสูจน์กันเองก็แล้วกัน ว่าแต่คุณรู้ไหมว่าตอนนี้กำลังจิตของคุณมันมีพลังไฟพอที่จะจุดหลอดให้ติดหรือปล่าว)
