Font s :
Background :

การขัดแย้งกันของจังหวะการภาวนาพุทโธ

การฝึกภาวนาคำว่า พุท ตามรู้ลมหายใจเข้า แล้วภาวนาคำว่า โธ ตามรู้ลมหายใจออก เป็นวิธีฝึกที่ทำได้ง่ายกว่า การฝึกภาวนาพุทโธให้ถี่ยิบติดต่อกันไปและต้องตามรู้อาการของลมหายใจพร้อมกันไปด้วย

การฝึกภาวนาคำว่า พุท ตามรู้ลมหายใจเข้า แล้วภาวนาคำว่า โธ ตามรู้ลมหายใจออก เป็นวิธีฝึกที่ทำได้ง่ายเพราะเป็นการภาวนาที่เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกัน หรือเกิดควบคู่กันไปแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

แต่ถ้าลองภาวนาพุทโธต่อเนื่องกันไปให้ถี่ยิบ ก็จะพบว่าเกิดการขัดแย้งกับจังหวะของลมหายใจ เพราะการหายใจเข้าการหายใจออกของเรามีอาการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าการภาวนาพุทโธ บางครั้งถ้าคิดจะภาวนาต่อกันให้ถี่ยิบ จะทำได้ก็ต้องถึงกับกลั้นลมหายใจแล้วจึงค่อยนึกภาวนาพุทโธให้ถี่ยิบต่อๆกันไปได้ชุดหนึ่ง ซึ่งถ้าฝืนฝึกกันไปแบบนี้ก็ไม่มีทางจะสร้างความสงบให้เกิดขึ้นได้

ก่อนอื่นขอให้ตั้งหลักกันก่อนว่า ที่นั่งลงฝึกสมาธินี้ก็เพื่อหาทางสร้างความสงบเพื่อทำให้เราสามารถตามรู้อาการของกายใจได้ทัน ไม่ใช่กำหนดว่าในการฝึกต้องภาวนาพุทโธตลอดไป และไม่ใช่ว่าต้องกำหนดตามรู้เพียงแค่อาการหายใจเข้าออก

จุดสำคัญอยู่ที่ตำแหน่งของการกำหนดจิต หากกำหนดจิตไว้ที่โพรงจมูก ก็ให้ตามรู้อาการที่เกิดขึ้นในโพรงจมูก อย่าตั้งใจว่าจะตามรู้ลมหายใจเข้า อย่าตั้งใจว่าจะตามรู้ลมหายใจออก แต่ให้ตามรู้อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในโพรงจมูก เพราะระหว่างการหายใจเข้าออกนั้น พออากาศวิ่งมากระทบขนในโพรงจมูก ก็จะเป็นเหตุให้เรารู้ว่ามีอาการนั้นๆเกิดขึ้นตามมาเอง

ถ้าเรารู้ตัวแต่เพียงว่า การหายใจเข้ามีเพียงจังหวะเดียวครั้งเดียวแล้วก็ต้องหายใจออก หายใจออกก็มีเพียงจังหวะเดียวครั้งเดียวแล้วก็ต้องหายใจเข้า ก็แสดงว่าเป็นอาการตามรู้ที่หยาบอย่างมาก เพราะในอาการตามรู้ที่เกิดขึ้นจริงนั้น เราไม่ได้รู้เพียงครั้งเดียวว่าหายใจเข้า แต่เรารู้ตัวว่านี่นะเรากำลัง ห-า-ย-ใ-จ-เ-ข้-า พอจบหมดแล้วก็จะกำลัง ห-า-ย-ใ-จ-อ-อ-ก ซึ่งอาการตามรู้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแค่ตอนที่ลมเริ่มผ่านเข้าจมูกหรือเริ่มออกจากจมูก แต่ที่จริงแล้วเราจะรู้อาการเหล่านั้นได้หลายครั้งในการหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้ง

จุดสำคัญคือต้องไม่ยึดติดกับลมหายใจ แต่ให้คอยตามรู้อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้ขึ้นมาว่า มีสิ่งนั้นหรือมีอาการให้รู้นั้นๆเกิดขึ้นในโพรงจมูก และสิ่งนั้นก็ใช่ว่าเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพราะพอมันเกิดขึ้น เราก็จะรู้ พอเรารู้อยู่เราก็จะไม่เห็นช่วงที่มันเกิดเพราะเป็นช่วงที่ผ่านไปแล้ว เราจะตามรู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งอยู่แพล้บเดียวแล้วหายไป แล้วมันก็จะเกิดขึ้นรอบใหม่อีก เร็วมากๆ ขอย้ำอีกครั้งว่าเกิดขึ้นเร็วมากๆ

คนเราไม่น่าตั้งคำว่าหายใจเข้าหายใจออกให้ใช้กันเข้าใจกัน เพราะสิ่งเข้าใจกันนี้ไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นจริง ในการหายใจเข้าแต่ละครั้งเราไม่ได้หายใจเข้าเข้าเพียงจังหวะเดียว ถ้าเราตามรู้ทันทุกขณะจิต จะพบว่าสิ่งที่รู้ทันนั้นมันแปลกนักหนา ไม่รู้ว่าจะเรียกสิ่งที่รู้นั้นว่าอะไรดี

พอรู้ทันอาการที่เกิดขึ้นในโพรงจมูกทันแล้ว คราวนี้จะภาวนาพุทโธให้ถี่ยิบก็จะทำได้ทันอาการที่รู้ แต่ถ้ารู้ให้ละเอียดยิ่งขึ้น รับรองว่าไม่มีทางภาวนาพุทโธได้ทันอาการตามรู้ที่รู้ในแต่ละครั้งหรอก จะพบว่าการภาวนาพุทโธให้ถี่ยิบกลายเป็นจังหวะที่ช้ากว่าการตามรู้ เพราะสิ่งที่รู้มันเกิดขึ้นเร็วมาก จึงจำเป็นต้องละการบริกรรมพุทโธ เพราะเมื่อตามรู้ทันแล้วก็ไม่ต้องบริกรรมพุทโธอีกต่อไป

 

 

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on August 2, 2009 10:59 AM.

ความสงบเป็นสมาธิเป็นอย่างไร was the previous entry in this blog.

กำลังของจิต is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :