Font s :
Background :

ดูจิต จากการบริกรรมพุทโธ

คนที่นิยมวิปัสสนาอย่างเดียวมักชอบกล่าวว่า ฝึกสมถะแล้วจะติดสมถะ แล้วพากันละเลยไม่สนใจสมถะโดยที่ตัวเองก็ไม่เคยลองฝึกมาก่อน หรือบางคนฝึกมานานนับสิบปีแล้วไม่ได้เรื่อง ก็พากันชวนคนรอบข้างให้ละเลยการฝึกสมาธิไม่สนใจการภาวนา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง คนเหล่านี้เชื่อเพราะได้ยินได้ฟังมาโดยที่ตัวเองไม่เคยทดลองพิสูจน์ด้วยตัวเองมาก่อน

ผมขอยกวิธีฝึกสมาธิของท่านพ่อลี วัดอโศการาม มาให้ดู เพื่อให้ช่วยกันค้นหาว่ามีส่วนใดบ้างที่เป็นวิปัสสนา (ดูเนื้อหาวิธีการฝึกฉบับเต็มได้จาก http://www.yajai.com/cat-7/cat-9/17-1/ )

ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือ ให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้

พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง ๑๐ ครั้ง

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง ๗ หน

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า ลมออก ให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง ๕ หน

แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่ง ให้ภาวนา พุทโธ ๓ คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ ๓ วาระของลมเข้าและลมออก

ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก

เมื่อลมหายใจออก อย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมหายใจเข้า อย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบาน แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เหมือนเราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้น ทำจิตให้นิ่งเหมือนเสาที่ปักไว้ในริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้น เสาก็ไม่ขึ้นตาม น้ำทะเลลง เสาก็ไม่ลงตาม

เมื่อทำจิตนิ่งสงบได้ในขั้นนี้แล้วให้หยุดคำภาวนา พุทโธ นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจ แล้วค่อนขยับจิตเลื่อนไปตามกองลม

ก่อนอื่นกระผมต้องขอกราบขออภัยจากท่านพ่อลีและพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะด้วยจิตอันน้อยนิดของกระผมนี้ อาจเข้าใจเคล็ดต่างๆที่แฝงไว้ผิดไปก็ได้

ทำไมจึงมีจำนวนครั้งที่ภาวนา จาก 10 ลดไปเหลือ 7 > 5 > 3

ในเรื่องจำนวนครั้ง สาเหตุที่ไม่กำหนดจำนวนครั้งให้มากเกินไป (เช่น บางวิธีให้ภาวนาคำว่าพุทโธไปจนถึงร้อยครั้ง) ก็เพื่อให้ผู้ฝึกให้ความตั้งใจกับการบริกรรมพุทโธแต่ละครั้งให้มาก ถ้าผู้ฝึกมีความตั้งใจจริงที่จะกำหนดตามรู้ก็จะมีคุณภาพมากกว่าที่จะบริกรรมต่อเนื่องกันไปแบบไม่รู้จบ

ดังนั้นเริ่มแรกนี้ ผู้ฝึกต้องเริ่มจากมีความตั้งใจให้เต็มที่ก่อน

สาเหตุที่ต้องลดจำนวนครั้งจากมากไปน้อย เพราะต้องการให้ผู้ฝึกแยกแยะให้ออกด้วยว่า แต่ละรอบต้องบริกรรมต่างกันไป จำเป็นต้องมีสติตามรู้ เพื่อสามารถลดจำนวนครั้งในการภาวนาได้ตามกำหนด

และอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ แม้ว่ารอบหลังๆจะมีจำนวนครั้งน้อยลง แต่จะมีความยากในการแยกจิตออกจากกายมากขึ้น

10 ครั้งแรก ภาวนา พุท พร้อมกับลมเข้า เพื่อรับรู้ว่าลมเข้า ภาวนา โธ พร้อมกับลมออก เพื่อรับรู้ลมออก เป็นวิธีใช้จิตตามรู้สภาวะไหวตัวของกายแบบจิตกับกายไปด้วยกัน

7 ครั้งถัดไป ภาวนา พุทโธ ตามจังหวะลมเข้า ภาวนา พุทโธ ตามจังหวะลมออก  เป็นการเน้นการรับรู้มาที่จิตมากขึ้น

5 ครั้งต่อมา ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ ครั้งหนึ่ง เป็นการฝึกแยกจิตออกจากกายมากขึ้นอีก

3 ครั้งต่อมา ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ 3 ครั้ง เป็นการเน้นที่จิตให้ใช้จิตเป็นตัวรู้ แต่ก็ยังต้องรู้ลมตามไปด้วย แม้ว่าจะภาวนาพุทโธอยู่ก็ตาม

จากนั้นให้ภาวนาพุทโธไปเรื่อยๆ เป็นการเน้นจิต ให้รู้จักการกำหนดจิตไว้ที่ช่องจมูก ซึ่งช่วงนี้แหละที่ต้องฝึกอีกเยอะจนกว่าจะสามารถเป็นผู้ดูได้อย่างเดียวทั้งๆที่กำลังภาวนาพุทโธอยู่

สังเกตให้ดีว่า การเพ่งดูที่ช่องจมูกนั้น ไม่ได้เพ่งเพื่อเอาแต่ดูอย่างเดียวว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกขณะยังต้องภาวนาพุทโธต่อกันไปพร้อมกันด้วย

ท่านพ่อลีไม่ได้ใช้คำว่าเพ่ง แต่อธิบายสภาวะช่วงนั้นว่า

ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก

เมื่อลมหายใจออก อย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมหายใจเข้า อย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบาน แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เหมือนเราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้น ทำจิตให้นิ่งเหมือนเสาที่ปักไว้ในริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้น เสาก็ไม่ขึ้นตาม น้ำทะเลลง เสาก็ไม่ลงตาม

ในขั้นบริกรรมพุทโธเพียงคำเดียวนี้ จิตจะหลุดง่ายมาก วิธีที่ป้องกันไม่ให้สะกดจิตมากเกินไป ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่าง

  1. ฐานที่ตั้งของจิต ให้กำหนดจิตไว้ที่ช่องจมูก
  2. คำบริกรรมพุทโธ
  3. สิ่งที่ตามรู้ โดยขั้นนี้ไม่จำกัดเฉพาะลมหายใจ แต่เป็นสภาวะทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลง มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปที่เกิดขึ้นในช่องจมูก

พอจิตนิ่งสงบ จึงละพุทโธ เพื่อทำให้เหลือแต่ผู้ดูอย่างเดียว ซึ่งในขั้นนี้การภาวนาเฉพาะคำว่าพุทโธต่อเนื่องกันไปตลอดจะทำให้จิตเป็นผู้ออกกำลัง พอละพุทโธ เท่ากับเป็นการหยุดการออกกำลัง กำลังก็จะกลับมาที่ตัวจิต จิตก็จะมีกำลังเต็มที่เพื่อใช้ตามรู้สภาวะได้ง่าย

ผมคิดว่า หลักสำคัญที่ใช้มาตลอดก็คือ ต้องทำให้เต็มก่อนแล้วจึงละ ไม่ใช่ว่าเอาแต่ละ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าละอะไร

หากฝึกจนคล่องก็สามารถนำไปใช้กับชีวิตจริงต่อไป

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on July 24, 2009 9:37 AM.

ติดปัญญา was the previous entry in this blog.

Upgrade MovableType 4.261 to 4.3 is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :