Font s :
Background :

คิดพุทโธ หรือ นึกพุทโธ

ถามว่าเอาเลข 12 มาคูณกับเลข 12 ได้เท่าใด น่าจะตอบได้ทันทีว่า 144 เพราะพวกเราเคยท่องแม่สูตรคูณไปจนถึงแม่ 12 กันมาก่อนจนคุ้นอยู่แล้วใช่ไหม สามารถนึกถึงคำตอบได้โดยไม่ต้องคิด

คราวนี้เอาใหม่ ถามว่าเอาเลข 17 มาคูณกับเลข 7 ได้เท่าใด ปัญหานี้ใครตอบได้ทันทีบ้าง ต้องรอให้คิดในกระดาษหรือคิดในใจสักพักก่อนใช่ไหม

คิดกับนึกมันต่างกันแบบนี้แหละครับ การคิดต้องใช้พลังสมองมากกว่าการนึก แล้วเวลาที่เราภาวนาพุทโธนั้น คำว่า พุทโธ ที่ให้ภาวนาในใจ เกิดจากการคิดพุทโธ หรือ การนึกพุทโธ กันแน่

ให้ลองนึกถึงเสียงเทศนาของพระอาจารย์ที่เคยฟัง ให้นึกถึงเสียงของท่านเวลาท่านออกเสียงว่า พุทโธ ถ้ายากเกินไป ให้คุณลองออกเสียงพูดคำว่า พุทโธ ออกมาสักครั้งหนึ่ง จากนั้นให้นึกถึงเสียงพุทโธของคุณเอง จากนั้นคำว่า พุทโธ ซึ่งใช้ภาวนาต่อๆไป ก็คือการนึกถึงคำว่า พุทโธ ที่เพิ่งนึกถึงและเพิ่งจบไปแล้ว

การนึกถึงคำว่า พุทโธ ทำได้ง่ายกว่าการคิด แต่การนึกก็ทำให้จิตหลุดจากคำภาวนาได้ง่ายกว่าการคิด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนึกถึงคำภาวนาว่าพุทโธให้ถี่ยิบ นึกถึงคำว่าพุทโธให้ติดต่อกันไป ถ้ายังคิดเรื่องอื่นแทรกขึ้นมาได้อีก แสดงว่าคุณยังนึกไม่เร็วพอ หรือพุทโธที่คุณนึก ไม่ใช่เกิดจากการนึก แต่เป็นพุทโธที่เกิดจากการคิด เพราะพอเมื่อการคิดถูกกระตุ้น เราก็จะคิด และแล้วเรื่องอื่นก็จะแทรกตามการคิดขึ้นมา

ถ้าวิเคราะห์แยกแยะหาความแตกต่างระหว่างคิดกับนึก จะพบว่า การคิด ต้องอาศัยทั้งสัญญาและสังขาร โดยใช้สังขารมากหน่อยและใช้สัญญาน้อยหน่อย โดยสัญญาที่ใช้ก็ต้องใช้ความจำที่เป็นความรู้ที่เราเคยเรียนกันมาก่อนเป็นฐาน และต้องเลือกใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่คิดให้ถูกด้วย เช่น ปัญหาสูตรคูณ ก็ต้องเลือกความจำเรื่องการคูณมาใช้ แต่ถ้าเอาความจำเรื่องการบวกเลขมาใช้แทน ถึงจะใช้ได้แต่ก็ต้องบวกกันตั้งหลายครั้ง ช้ากว่าการใช้ความจำเรื่องการคูณเป็นไหนๆ

ส่วนการนึก ต้องใช้สัญญาเป็นหลัก และใช้สังขารนิดเดียว แค่คิดว่าให้นึกถึงก็พอแล้ว

การวิเคราะห์ที่ว่านี้มันก็เป็นการพิจารณาที่ไม่ใช่ภาวนามยปัญญาอีกนั่นแหละ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องใช้ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาจากการตามรู้จิตของตัวเองให้ทัน ปัญญาที่เกิดขึ้น พอรู้แจ้งเห็นจริงระหว่างการคิดการนึกนี่แล้ว ต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นได้อีก ไม่ใช่ว่าต้องพิจารณากันซ้ำอีก

แม้วิปัสสนาจะมีส่วนหนึ่งที่ระบุให้คอยตามรู้ตามเห็นให้เข้าใจในสภาวะ แต่ก็ยังต้องอาศัยจิตที่ละเอียดและมีพลังพอที่เข้าใจและวิ่งตามจิตที่ทำงานเร็วแสนเร็วนี้ให้ทันอีกด้วย การฝึกสมถะจึงเป็นบาทสำคัญที่ช่วยให้เกิดปัญญา และปัญญาก็ต้องไม่หยุดอยู่แค่ตามรู้ แต่ต้องพิจารณาแยกแยะอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on July 23, 2009 9:36 AM.

ถามหาครูบาอาจารย์ was the previous entry in this blog.

ติดปัญญา is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :