คุณพ่อของผมเป็นคนที่เน้นการมีสติรู้ตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านไม่ได้ฝึกสมาธิอย่างจริงจัง และไม่สนใจที่จะฝึกเท่าใดนัก ขอเพียงแต่ให้มีสติในการกระทำสิ่งต่างๆก็พอแล้ว เวลาทำสิ่งใดขอให้ใส่ใจในการทำสิ่งนั้นให้เต็มที่ และขอให้เลือกทำสิ่งเดียวให้เสร็จกันไป อย่าทำโน่นทำนี่พร้อมกันไป เช่น เวลารับประทานอาหาร ก็ไม่ควรใช้ตาอ่านหนังสือไปพร้อมกันกับอ้าปากป้อนข้าวใส่ปากไป ถ้าเมื่อใดที่ผมทำอะไรที่หลงลืม จะถูกตักเตือนว่า "ไม่มีสติ"
ต่อมาเมื่อผมสนใจฝึกสมาธิ พยายามชวนคุณพ่ออ่านหนังสือธรรม ท่านก็บอกว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ อ่านหนังสือธรรมทีไรจะหลับให้ได้ทุกที ขออ่านหนังสืออย่างอื่นดีกว่า แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า เพื่อนที่เข้าวัดฝึกสมาธิเป็นประจำได้เอ่ยปากชมท่านว่า เท่าที่ท่านฝึกการมีสติเนี่ยก็พอแล้ว คุณพ่อจึงรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอ และเน้นแต่เรื่องมีสตินี้เรื่อยมา ซึ่งต่อมาระยะหลังในช่วงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ คุณพ่อเริ่มสนใจสมาธิมากขึ้น ท่านเล่าให้ฟังว่า เวลานอนรอคุณหมอให้ผ่าตัด ก็ใช้สติระลึกถึงลมหายใจไปตลอดเสมอ
การมีสติระลึกรู้ตัวและตามรู้จิตของตัวนี่เป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะคนยุคนี้ที่ไม่ค่อยมีเวลาเข้าวัด ชอบบอกตัวเองว่าไม่มีเวลาฝึกสมาธิ มักให้ความสนใจเรื่องการมีสติตามรู้นี้กันเป็นพิเศษ แถมบางคนยังบอกว่า ไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิแบบนั่งนิ่งให้เสียเวลาด้วยซ้ำไป พอฟังเทศน์เรื่องการมีสติก็จะชอบฟังเพราะถูกใจตัวเอง แต่ถ้าเป็นเทศน์คำสอนวิธีฝึกสมาธิกลับไม่ชอบหรือมีอคติไปทางต่อต้านเสียด้วยซ้ำ
ที่น่าห่วงมากๆก็คือ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาเข้าวัด ไม่ยอมแบ่งเวลามาฝึกสมาธิ ในช่วงชีวิตของเขาอาจมีโอกาสได้ฟังธรรมเพียงไม่กี่ครั้ง พอฟังคำเทศน์ที่ถูกใจของตน ก็จะจดจำแต่คำเทศน์ที่ถูกใจนั้นๆไปตลอด แล้วคิดแต่ว่าปฏิบัติตัวเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำมากกว่านั้นอีก
พอเขียนถึงตรงนี้ ขอให้คิดถึงยุคของพระพุทธเจ้าตอนเพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ พระองค์ท่านทรงหนักใจว่า ธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นเป็นเรื่องที่ยากที่ผู้อื่นจะเข้าใจยิ่งนัก ย่อมแสดงว่าธรรมนั้นไม่ได้เป็นอะไรๆที่พวกเราจะคิดเอาแบบง่ายๆว่า แค่นั้นแค่นี้ก็พอแล้ว หรือคิดว่าแค่ที่ทำให้เราพอใจถูกใจได้นี้ก็พอแล้ว
ไม่ยากหรอกที่จะเลือกธรรมที่ตนถูกใจ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ถูกใจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ หรือถ้าจะกล่าวว่าถูก ก็ถูกต้องอยู่ แต่ยังมีเรื่องที่ถูกต้องมากกว่านั้นอยู่อีกหรือไม่
