Font s :
Background :

เหตุใดจึงใช้ลมหายใจช่วยฝึกสติตามรู้

การกำหนดจิตดูลมหายใจเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ถ้าเอาแต่นิ่ง ไม่ต้องบริกรรมภาวนากำกับลมหายใจ ปล่อยให้จิตรู้แต่ลมเข้าลมออก จิตจะสงบจนกลายเป็นเข้าฌาน กลายเป็นสมถะ แต่ถ้าเรากำหนดคำบริกรรม จิตจะไม่มีทางเข้าสู่ฌานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีทางเข้าสู่สมถะ เพราะจิตยังต้องใช้สติ ใช้สติเป็นเครื่องรู้ ใช้จิตเป็นเครื่องระลึก ต้องบริกรรมภาวนาพุทโธ กำกับลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้จิตยังต้องมีวิตกวิจารอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางเข้าสู่ฌานสี่หรือเป็นสมถะได้เต็มกำลัง

แต่ไม่ว่าจะมุ่งให้เป็นสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม เส้นทางที่ใช้ต้องผ่านเส้นทางเดียวกัน คือ ต้องฝึกจิตให้ตามรู้อาการของลมหายใจได้ทัน ถ้าเรารู้สักหน่อยว่าเหตุใดเราจึงเลือกใช้ลมหายใจช่วยฝึกสติตามรู้ เราจะได้เลิกกังวลกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง เวลาฝึกสมาธิจะได้มุ่งจับประเด็นมาใช้ให้ตรงทาง ไม่ต้องเสียเวลาคิดนั่นคิดนี่ให้เสียเวลา

การหายใจเป็นอาการที่เราทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องหายใจ แม้ในขณะที่กำลังขับรถ วุ่นทำงาน หรือกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราก็ต้องหายใจ และการหายใจนี้ก็เกิดขึ้นเองของมัน เราไม่ต้องคอยบังคับบัญชาให้ปอดหรือหน้าท้องยุบพอง ถึงอย่างไรร่างกายก็จะยังต้องหายใจเข้าออกต่อไปอย่างอัตโนมัติ

ช่วงแรกที่เราเริ่มต้นฝึกสมาธิ เริ่มภาวนาคำว่า พุธ กำกับลมหายใจเข้า ภาวนาคำว่า โธ กำกับลมหายใจออก เราจะรู้สึกว่าลมหายใจไม่ได้เป็นลมหายใจที่เกิดขึ้นจากการหายใจของมันเอง เรามักจะเป็นผู้กำหนดให้หายใจเข้าออก แล้วจึงภาวนา พุท โธ ตามทีหลัง ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้ ยังถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะแทนที่จะปล่อยให้ร่างกายหายใจตามจังหวะของมันตามธรรมชาติ เรากลับเป็นผู้กำกับจังหวะการหายใจเสียเอง

คำสอนที่ว่า ให้จิตเป็นผู้รู้ สักแต่ว่ารู้ รู้เฉยๆนี่แหละทำได้ยากมาก เอาแค่ปล่อยให้ร่างกายหายใจของมันเองตามธรรมชาติ โดยที่จิตไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับจังหวะอาการหายใจเข้าออกแค่นี้ก็ทำได้ยากแล้ว เราต้องแยกให้ออกว่าตัวผู้รู้อยู่ที่ใด สิ่งที่รู้อยู่ที่ใด และตัวผู้รู้ไม่ได้เข้าไปบีบบังคับสิ่งที่รู้

สาเหตุที่ต้องเสียเวลามานั่งนิ่งแล้วภาวนาพุทโธกำกับลมหายใจก็เพราะ พอเราตั้งใจมานั่งนิ่ง แสดงว่าช่วงนั้นเราตัดงานภาระอื่นๆที่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวรบกวนจิตใจ ทำให้จิตหมดกังวลในเรื่องอื่นแล้วหันมาใช้กำลังกับสภาวะที่เหลืออยู่เมื่อเรามานั่งนิ่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อเรานั่งนิ่งอยู่นั้น อาการของกายอย่างเดียวที่เรายังรู้เห็นได้ชัดเจนว่ายังไม่นิ่งก็คือ อาการของการหายใจเข้าออกนั่นเอง เราต้องฝึกให้จิตแยกออกจากกาย โดยให้ลมหายใจเกิดขึ้นของมันเองโดยที่เราไม่มีส่วนไปบังคับอาการของการหายใจ แล้วเรายังต้องรู้ให้ได้อย่างต่อเนื่องเสียอีกว่า

นี่ลมหายใจเข้าแล้วนะ ต้องภาวนาคำว่า พุธ แล้วนะ

นี่ลมหายใจหยุดแล้วนะ ต้องหยุดภาวนาคำว่า พุธ แล้วนะ

นี่ลมหายใจออกแล้วนะ ต้องภาวนาคำว่า โธ แล้วนะ

นี่ลมหายใจหยุดแล้วนะ ต้องหยุดภาวนาคำว่า โธ แล้วนะ

คนที่ชอบบอกว่า ตนเองกำลังฝึกสติให้ตามรู้โดยที่ไม่ต้องฝึกสมาธิ ขอให้ลองดูสักหน่อยว่า แค่จับลมหายใจข้างต้นนี้ คุณทำได้แล้วหรือยัง นี่ขนาดเรานั่งนิ่ง ไม่ทำอย่างอื่นเลยนะ ถ้ายังทำไม่ได้อีก แล้วในชีวิตประจำวันที่ต้องฝึกให้มีสติตามรู้ไปตลอดนั้นเล่า คุณตามรู้ได้อย่างต่อเนื่องจริงหรือไม่ หรือว่ารู้แค่เท่าที่คุณตามรู้ทัน แต่ไม่รู้ในสิ่งที่ลืมตามรู้อีกเยอะแยะไปหมด

หลวงพ่อสุชิน ปริปุณโณ เจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง ได้เมตตาให้คำอธิบายถึงวิธีฝึกสมาธิของหลวงพ่อลี วัดอโศการามว่า พอฝึกภาวนาง่ายๆข้างต้นแล้ว เราต้องฝึกแหย่จิตให้วุ่นแต่ยังนิ่งให้ได้ โดยเปลี่ยนจังหวะการภาวนาพุทโธ แต่ไม่กระทบกับจังหวะลมหายใจที่ยังคงดำเนินไปของมันเองตามธรรมชาติ

เราอาจสร้างจังหวะการภาวนาพุทโธอย่างไรก็ได้ตามสะดวก ขอให้เป็นการฝึกจิตให้มีกำลังสามารถตามรู้ลมหายใจไปตลอดก็ถือว่าใช้ได้ เช่น อาจเปลี่ยนไปภาวนา พุทโธ พร้อมกับลมเข้า ภาวนา พุทโธ พร้อมกับลมออก

หรือ หายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ให้ภาวนา พุทโธ ทีหนึ่ง

หรือ หายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ 3 ครั้ง

หรือ แทนที่จะพุทก่อนโธ ให้ภาวนาโธก่อนพุทบ้าง

หรือ ภาวนาพุทโธ 1 พุทโธ 2 นับตัวเลขกำกับไปเรื่อยๆ

ลองฝึกดูว่า ถ้าเราเปลี่ยนจังหวะการภาวนาไปอย่างนี้แล้ว เรายังสามารถรักษาสติให้ตามรู้อาการของลมหายใจที่ดำเนินไปตามธรรมชาติของมันเองได้อย่างตลอดทุกขณะหรือไม่

 

Categories

Font s :
Background :