พอบริกรรมพุทโธตามรู้อาการของลมหายใจเข้าออกได้พักเดียว สติก้อหลุดออกไปติดตามเรื่องอื่นที่แวบเข้ามาในใจแทนอยู่เสมอ พักหนึ่งจึงได้สติรู้ว่าหลุด แล้วจึงดึงสติกลับมาบริกรรมพุทโธตามรู้ลมหายใจต่อไปอีก
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย กล่าวไว้ว่า การบริกรรมพุทโธเป็นได้แค่อุปจารสมาธิ ไม่ถึงสมถะ เพราะไม่สามารถทำจิตให้นิ่งจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ถ้าจะเข้าถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ต้องให้กำหนดจิตเพ่งที่ผม ขน ลบ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เลือกเพ่งเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เลือกเพ่งมันอย่างเดียวนั่นแหละ ซึ่งว่าไปแล้วถือว่าเป็นการฝึกกสิณนั่นเอง
ทำไมบริกรรมพุทโธจึงเป็นได้แต่อุปจารสมาธิ เห็นจะเป็นเพราะการที่จิตนึกคิดถึงคำบริกรมนี่เองที่ทำให้จิตละวิตกวิจารไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องดีต่างหาก เพราะวิตกวิจารจากการบริกรรมพุทโธนี่แหละที่ฝึกจิตให้มีกำลัง สามารถสร้างพลังของสติให้มากขึ้น ดีกว่าที่จะปล่อยให้จิตนิ่งเงียบแบบสมาธิในฌาน
ไม่ว่าจะภาวนายุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง หรือภาวนาอื่นใด ถือเป็นวิธีเดียวกันทั้งนั้น มุ่งให้จิตมีกำลังและสามารถสงบจิต ให้รู้จักฝึกการติดตามรู้อาการของขันธ์
เมื่อฝึกบริกรรมพุทโธตามรู้อาการของลมไว้ไม่อยู่ จึงเปลี่ยนมาบริกรรมพุทโธต่อเนื่องกันไปแทน แต่ยังพบว่าจิตหลุดไปตามเรื่องอื่นที่ผุดขึ้นมาอีก จึงคิดถามเข้าไปในใจตนว่า แล้วสิ่งที่ทำให้หลุดนั้น มันแสดงอาการแทรกเข้ามาในจิตได้อย่างไร ตอบได้ว่า มันแทรกเข้ามาในรูปของเสียง ถึงแม้จะคิดแว้บไปเป็นภาพ แต่จิตก็ตีความกลับมาแจ้งตัวเองเป็นเสียงเป็นภาษาพูดให้จิตตีความรู้เรื่องอีกนั่นแหละ เช่น พอจิตแว้บไปเห็นภาพวัด จิตก็บอกตัวเองว่า นี่ไงเป็นรูปของวัด แล้วในสมองก็จะได้ยินคำว่า วัด แล้วจึงตามด้วยคำอื่นตามเรื่องที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ... ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาการที่แทรกเข้ามาจากเสียงที่ได้ยินนั่นเอง
เสียงบางอย่างเป็นเสียงที่ดังจากภายนอก แทนที่จะรำคาญว่าเป็นสิ่งรบกวนทำให้ฝึกสมาธิไม่ได้ กลับกลายเป็นเสียงที่พาให้จิตตามรู้ เพียงแต่ว่ารู้ว่าได้ยินเสียง ไม่ต้องไปตีความว่าเป็นเสียงอะไร
เสียงที่พยายามตามรู้ให้ได้ เป็นเสียงที่ได้ยินภายในจิตต่างหาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดจากภายนอก ไม่ว่าจะเข้ามาทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรืออารมณ์ใด เมื่อรับรู้เข้ามาในจิตแล้วก็ต้องผ่านการตีความรับรู้ในจิตออกมาเป็นเสียงให้ได้ยินว่า สิ่งที่รับรู้นั้นเป็นส่งใด
บริกรรมพุทโธก็เป็นเสียงที่ได้ยินในจิต พอรู้ด้วยจิตก็บริกรรมพุทโธกำกับการตามรู้นั้นอีก กลายเป็นวิธีฝึกจิตให้ตามรู้ตัวที่รู้ที่ทำให้จิตมีกำลังสติสามารถตามรู้ได้ดีกว่าแต่ก่อน
แทนที่จะยึดแต่คำว่าพุทโธ เสียงอะไรก็ได้ที่ผุดขึ้นในใจ นั่นแหละเป็นเหตุให้รู้ แล้วเราก็ใช้จิตตามรู้แค่อาการที่รู้ว่าได้ยินเสียงแล้วนะ ทำให้จิตมีสติตามรู้ได้สงบ สบาย และมีกำลังนานขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
