ขณะนั่งสมาธิแล้วตามรู้ลมหายใจ เคยสังเกตไหมว่า ที่ว่ารู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่นั้น เรากำหนดจิตไว้ที่ไหน ที่ปลายจมูก ในโพรงจมูก ในหลอดลม หรือจับอาการไหวตัวของปอด หรือเฝ้ามองท้องแบบยุบหนอพองหนอ หรือทำจิตให้เฉยๆแล้วปล่อยให้สักแต่ว่ารู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเพ่งที่หนึ่งที่ใดเป็นพิเศษ
เทียบกับการนั่งดูทีวี ถ้านั่งดูห่างจากหน้าจอได้ระยะพอดี เราจะดูหนังได้อย่างสบายตา แล้วใจของเราก็จะเข้าไปหลอมรวมกับบทหนังนั้น
แต่ถ้านั่งเอาหน้าไปแนบติดจอทีวี จะเห็นแต่เม็ดสีเม็ดแสงแวบไปแวบมา ไม่รู้เรื่องราวในหนังหรอกว่า พระเอกนางเอกเขาเล่นไปถึงไหนแล้ว
ครั้นนั่งให้ห่างจากจอให้ไกลสุดกู่ไปเลยล่ะ ทั้งหนังทั้งเสียงจากทีวีคงแผ่วเบาไปแทบไม่รู้เรื่อง แถมอาจเห็นคน หมา แมวรอบข้างเดินไปเดินมา พาให้ใจแว่บหนีความสนใจไปจากหนังอยู่บ่อยๆ
การกำหนดจิตก็มีระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน ถ้าจับลมหายใจโดยเฝ้าดูตั้งแต่ลมเข้าไปจนสุดปอดแล้วเฝ้าดูลมออกไปจนสุดปลายจมูก ระยะทางของลมหายใจเช่นนี้คงทำให้เราคิดถึงคำว่า หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น หายใจออกยาว หายใจออกสั้น
ถ้านั่งแล้วทำใจให้สงบไม่ต้องเพ่งอะไร เดี๋ยวจิตของเราคงวิ่งไปจับอาการไหวตัวของสิ่งต่างๆที่แล่นผ่านเข้ามาด้วยเสียง กลิ่น รส สัมผัส และแม้แต่ตัวจิตเองที่ไหวไปไหวมา ทำให้แทนที่สักแต่ว่ารู้ กลายเป็นรู้หลายอย่างเกินไป จนยากจะสงบได้
แต่ถ้าตั้งใจนั่งสมาธิโดยตัดสินใจไว้ก่อนว่า จะขอจับอาการของลมอย่างเดียว โดยเพ่งที่ปลายจมูกจุดเดียว ทำเหมือนตนเป็นยามเฝ้าประตู คอยเฝ้าจับอาการที่รับรู้ จากอากาศที่ไหลผ่านจุดนั้นเข้าไปในจมูกและผ่านจุดเดิมออกมา ไม่ต้องสนใจให้มากความว่า อาการเหล่านั้นจะเรียกว่า การหายใจเข้า หรือจะเรียกว่า หายใจออก จิตของเราก็จะสงบได้ง่ายขึ้น เพียงสักแต่ว่ารู้ รู้จากการไหวตัวที่ผ่านจุดปลายจมูกนั้น
