สมัยเด็กผมมีครูที่ถือเป็นยอดของครูของผม ครูผู้นี้คือ ครูจันทร์ ชูสัตยานนท์ ครูจันทร์เป็นครูสอนปิงปองให้กับเด็ก จนเด็กเหล่านั้นเติบโตกลายเป็นมือปิงปองมหาวิทยาลัย แล้วกลายเป็นทีมชาติก็มีหลายคน
ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของครูจันทร์ตั้งแต่อยู่ม.ศ. 3 เพราะอยากจะเข้าแข่งขันปิงปองที่สนามกีฬาแห่งชาติ ตอนนั้นผมติดรถคุณแม่ไปสมัครที่ห้องฝึกปิงปองที่อยู่ใต้ถุนยิมเนเซียม1 ได้ยินเสียงลูกปิงปองตีกันดังเป้าะแป้ะอยู่ในห้อง พอเคาะประตูก็พบครูจันทร์เดินออกมา ท่านมีรูปร่างเล็กๆ ใส่แว่น ท่านถามผมว่ามาทำไม เคยฝึกตีปิงปองกับใคร พอผมแนะนำตัวว่าเป็นหลานของคุณลุงประสิทธิ์ สิงหพันธุ์ ที่เป็นนักปิงปองของการรถไฟ ครูจันทร์ก็บอกว่า รู้จักดีเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ชวนให้ผมมาฝึกปิงปองกับท่าน จะสอนให้ บอกคุณแม่ผมว่าไม่ต้องเป็นห่วง ครูจันทร์จะดูแลผมให้เอง
จากนั้นมาตั้งแต่ม.ศ. 3 ถึงมหาวิทยาลัย จนผมจบปริญญาโท กลับมาแต่งงาน ผมก็เป็นลูกศิษย์ของครูจันทร์มาตลอด ตั้งแต่ใช้ใต้ถุนยิมเนเซียม 1 เป็นที่ฝึก จนย้ายมาศูนย์ฝึกกีฬาในร่ม สนามกีฬาแห่งชาติหัวหมาก ผมก็ยังตามไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนครูจันทร์ที่บ้านของท่านในหมู่บ้านเสรี อย่างน้อยปีหนึ่งก็ต้องไปกราบสวัสดีปีใหม่สักครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่ไปกราบท่าน ท่านจะแสดงสีหน้าดีใจ ตอนที่ท่านมารดน้ำให้พรตอนผมแต่งงาน ท่านก็บอกว่า ผมให้เกียรติท่านมาก
ครูจันทร์เป็นครูสอนปิงปองที่ไม่ได้สอนปิงปองอย่างเดียว นิสัยของครูจันทร์เป็นคนตรง พูดไม่มาก เนื่องจากท่านมีเชื้อสายจีน จึงติดปากคำพูดอั๊ว ลื้อ ที่ฟังแล้วไม่ค่อยเพราะในสายตาเด็กอย่างผม ครั้งแรกที่ผมไปฝึก ท่านให้ผมตีให้ดูก่อน ผมเองตอนนั้นนึกว่าตัวเองเก่งเสียเต็มประดา แต่ครูจันทร์ก็จับผิดท่าทางการตีของผมได้หมด เรียกว่า ผิดหมดตั้งแต่ท่ายืน การวางเท้า การจับไม้ ท่านตีเลียนแบบท่าทางของผมให้ดู ... ผมก็ต้องอายซิครับ เพราะในห้องฝึกปิงปองมีเด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกันอีกตั้งเยอะ แล้วครูจันทร์ก็แนะนำให้ผมปรับการวางท่าทางของตัวเสียใหม่ ไม่น่าเชื่อว่า ผมจะรักครูจันทร์มาก มากที่สุดในบรรดาครูของผมทีเดียว
ผมได้ใกล้ชิดกับครูจันทร์ก็ตอนที่กลับบ้าน ได้ติดรถกลับมาบ้านที่หัวหมาก บางครั้งครูจันทร์จะพาผมไปกินสุกี้แสนอร่อยแถวถนนเพ็รชบุรี
ครูจันทร์เป็นครูด้วยใจของการเป็นครู เงินเดือนก็ไม่รับ ลูกปิงปองท่านก็ซื้อหามาแจกให้เล่นกันฟรี บางคนโชคดีท่านก็แจกยางแปะไม้ปิงปองให้ด้วยซ้ำ เวลาที่เริ่มการฝึกสอน ท่านจะปิดประตูไม่ให้คนภายนอกเข้ามาดู ถ้าใครเปิดประตูเข้ามาโดยไม่มีสาเหตุอันควรจะถูกครูจันทร์ปิดประตูไม่ให้ดูอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้นท่านจะคอยสลับให้นักปิงปองแบ่งโต๊ะกันเล่น โต๊ะปิงปองที่ใช้ฝึกตอนนั้นเป็นโต๊ะยี่ห้อดันล็อปอย่างดี บนโต๊ะมีเส้นทาสีขาวตีแบ่งเป็นช่องเพื่อให้ฝึกโต้ปิงปองให้ลงในช่องที่เล็งไว้
นักปิงปองรุ่นพี่ที่อายุพอๆกับผมสมัยนั้น เช่น วัลลภ หนุนพระเดช กนก ยิ้มประยูร และ ศรีชัย วัจนเจริญรัตน์ ทุกคนก้าวหน้าเป็นมือหนึ่งของมหาวิทยาลัย ไม่ก็เป็นตัวนักปิงปองทีมชาติ ส่วนตัวผมเองอยู่ในระดับกลางๆ ติดรั้งท้ายตัวมหาวิทยาลัยแค่นั้นแหละ
ช่วงที่ครูจันทร์น่าสงสารทีสุดก็คือท่านโดนลูกศิษย์ที่สอนมากับมือที่เป็นทีมชาติบางคนหาทางขับไล่ท่านออก ตู้เก็บของก็ถูกงัด ช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่น่าสงสารครูจันทร์มาก เพราะครูจันทร์ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเป็นใหญ่เป็นโตในสมาคมปิงปอง ครูจันทร์เป็นเพียงแค่ครูคนหนึ่งที่อยากให้ความรู้ ยอมสละเวลา น้ำพักน้ำแรง และทุนส่วนตัวมาให้แก่เด็กๆ ครูจันทร์บอกผมว่า ลูกศิษย์เหล่านั้นคิดล้างครู เพราะลืมตัว พอตัวเองเก่งได้เป็นทีมชาติแล้วก็รวมตัวกันขับไล่ท่าน บางคนท่านสอนมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก เด็กกว่าผมด้วยซ้ำในตอนเริ่มต้น แล้วครูจันทร์ก็สอนผมว่า อีกหน่อยอย่าลืมตัวนะ
วันนี้ไม่มีครูจันทร์อีกต่อไป ผมมาทราบในภายหลังว่าท่านเสียไปแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ได้พบครูจันทร์ก็คือตอนที่ผมพาน้องที่ทำงานด้วยกันไปทานข้าวที่เซลทรัลหัวหมาก ผมเข้าไปกราบครูจันทร์แล้วรับอาสาจะพาท่านไปส่งที่สนามกีฬาหัวหมาก ครูจันทร์บอกว่าไม่เป็นไร ครูกลับเองได้ ท่านเห็นผมพาลูกน้องมา ท่านบอกว่าผมต้องไปส่งลูกน้องไม่ใช่หรือ ไม่ต้องห่วงครูหรอก
ทุกวันนี้ยังมีของข้างเตียงที่ผมต้องคิดถึงครูจันทร์ทุกครั้งที่หยิบใช้ มีกรรไกรตัดเล็บเป็นรูปไม้ปิงปอง ครูจันทร์แจกให้ผมสมัยที่ท่านพาทีมชาติไปแข่งขันที่เมืองจีน กับลูกปิงปองที่ครูจันทร์แจกให้อีกลูกหนึ่ง เป็นลูกปิงปองที่ผมเก็บไว้ดูอย่างเดียว รอบข้างของลูกปิงปองลูกนี้ เป็นลายมือของครูจันทร์เขียนข้อความให้เตือนสติของผมตลอดไปว่า อย่าลืมตัว
