Font s :
Background :

ปัญญาอย่าง 1.5 โวลท์ หรือจะเอาปัญญาอย่าง 220 โวลท์

เคยกราบเรียนถามหลวงพ่อสุชินว่า บริกรรมภาวนานั้นดีกว่านั่งท่องสวดมนต์อย่างไร

ท่านถามกลับมาว่า โยมอยากจะได้ไฟฉายที่ใช้ไฟ 1.5 โวลท์ หรือ 220 โวลท์ ถ้าอยากได้ไฟแรงๆก็ต้องฝึกบริกรรมภาวนา

วันก่อนเจอลูกศิษย์ถามผมบ้างว่า ผมฝึกสมาธิแบบที่พอเจอทุกข์แล้ว ให้แก้ทุกข์โดยฝืนใจให้ลืมทุกข์นั้นหรือใช้วิธีใด

ผมตอบไปว่า พอเจอทุกข์ก็ให้พิจารณาไปที่เหตุ ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ แล้วทุกข์ก็จะดับ ส่วนขั้นตอนการพิจารณานั้น ไม่ได้เสียเวลาพิจารณาอะไรมาก พอเข้าใจปั๊บ ทุกข์ก็ดับปุ๊บ ไม่ได้เสียเวลาไล่ที่ไปที่มาทีละขั้นหรอก

เนื่องจากเวลาไม่ค่อยมี จึงไม่ได้อธิบายให้ลูกศิษย์ฟังในตอนนั้นว่า ที่ผมตอบไปนั้น ไม่ใช่แค่นั้นนะ

ที่ผมต้องเพียรพยายามฝึก และพบว่ายากที่สุด ก็คือวิธีทำจิตให้มีกำลังสมาธิ ให้เร็ว ให้แรง ให้ได้ไฟ 220 โวลท์ และไฟนี้ต้องแรงต่อเนื่องกันไปนานๆด้วยนะ

ไม่ใช่ว่า พอเจอทุกข์เบาๆ แพล้บเดียวไฟก็ตกเสียแล้ว

หลวงตาบัวท่านย้ำนักย้ำหนาว่า จิตก็จิตดวงเดียวกันนั่นแหละ ปัญญาก็ปัญญาอย่างเดียวกันนั่นแหละ ทุกข์ก็ทุกข์ตัวเดียวกันนั่นแหละ ถ้าใช้สมาธิที่มีกำลังแรงดีแล้ว ทุกข์จะดับไปได้ง่ายกว่า

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่ชอบใช้ปัญญา แต่ปัญญาที่ใช้กันมักเป็นปัญญาที่มีกำลังไฟแค่ 1.5 โวลท์กันทั้งนั้น

พอเอ่ยถึงสมถะ พวกที่ชอบใช้ปัญญามักหันหนีไปสนใจกับคำว่าวิปัสสนา ชอบสนใจกับวิธีการที่ฟังดูแล้วไม่ใช่สมถะกัน

ปัญญานั้นสอนกันได้ง่าย มันเป็นเรื่องของเหตุและผล ที่ใครๆก็เล่าเรียนทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก ยิ่งอ่านมามาก ศึกษาตำรามามาก ยิ่งเข้าใจได้ง่าย กลายเป็นปัญญาที่เกิดจากสัญญาความทรงจำ

ติดใช้ปัญญากันนัวเนีย แต่ขาดการสร้างกำลังให้กับจิต

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on November 30, 2006 4:57 PM.

ปิดใจด้วยใจ was the previous entry in this blog.

Upgrade MovableType from 3.33 to 3.34 is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :