พระอาจารย์บุญส่ง ฐิตสาโร สำนักสงฆ์สันติผาวนาราม (เขาน้ำตก) จ.จันทบุรี ได้เมตตาให้คำสั่งสอนว่า ขอให้พวกเราพยายามทำบุญต่อเนื่องอย่าให้ขาด ชีวิตนี้ที่ดีมีความสุข ก็เพราะอาศัยบุญเก่าที่ทำไว้เมื่อชาติก่อน ถ้าไม่ทำบุญต่อบุญไว้บ้าง พอบุญเก่าหมด จะประสบพบกับความทุกข์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เมื่อบุญเก่าหมดแล้ว จะหันมาทำบุญเพื่อช่วยให้พ้นทุกข์ ก็สายไปเสียแล้ว
สมเด็จพระสังฆราช ทรงเขียนหนังสือแนะนำวิธีการทำบุญไว้ว่า บุญที่เราทำจะได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นกับปัจจัย 3 อย่าง คือ
- ทรัพย์ที่ทำบุญนั้น ต้องได้มาอย่างสุจริต
- ผู้ทำบุญต้องมีเจตนาทำบุญโดยไม่ได้ขออะไรตอบแทน
- ผู้รับต้องเป็นเนื้อนาบุญที่ดี
ข้อแรกกับข้อสุดท้ายชัดเจนอยู่ในตัวอยู่แล้ว ส่วนข้อสองนั้น เวลาทำบุญ ต้องคิดไว้ในใจว่า ทรัพย์นี้มิได้เป็นของใครผู้หนึ่งผู้ใด หากแต่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เป็นเจ้าของทรัพย์นี้ในชาตินี้ ข้าพเจ้าขอมอบทรัพย์นี้ให้เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของผู้รับ ซึ่งเป็นวิธีสร้างปัญญาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปในตัว
ส่วนชาติหน้าจะมีโอกาสได้ร่ำรวยในช่วงอายุใดนั้น ขึ้นกับว่าผู้ที่ทำบุญ มีเจตนาที่จะทำบุญนั้นก็จะเกิดมาร่ำรวย ถ้าตอนทำบุญมีความตั้งใจเต็มที่ ก็จะมีฐานะดีขึ้นเมื่อโต แต่ถ้าตนเองไม่ได้สนใจที่จะทำบุญมาก่อน พอเพื่อนๆชักชวนให้ทำบุญ ก็ทำบุญไปอย่างนั้นแบบเสียไม่ได้ ต่อมาภายหลังกลับคิดดีใจที่ตนเองได้ทำบุญกับเขาบ้าง เช่นนี้ก็จะมีฐานะในช่วงบั้นปลายของอายุ
พระอาจารย์เกษม อาจิณณสีโล วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ แนะนำว่า หลังจากที่เราทำบุญแล้ว ในวินาทีที่ได้ตักบาตรใส่ข้าวลงในบาตรนั้น ขอให้ตั้งใจอุทิศกุศลทันที ไม่ต้องรอกลับมากรวดน้ำ หรือรอพระสวดยถาในภายหลังหรอก เมื่อตั้งใจกำหนดจิต อุทิศกุศลแล้ว บุญนั้นจะถูกส่งไปยังผู้รับในทันที
ขอให้อุทิศกุศลผลบุญให้เจ้ากรรมนายเวร ขออโหสิกรรม อุทิศให้กับเทวดาอารักษ์ สรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งหลาย ถ้าวิญญาณผู้รับอยู่ในภพภูมิที่ต่ำหรือสูงเกินกว่าที่จะได้รับบุญ ก็ขอให้ขอคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โปรดช่วยแปลงสภาพบุญที่เราอุทิศไปนั้น ให้เหมาะสมกับภพภูมิและสภาพของผู้รับด้วย
