ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เขียนเรื่องสมาธิเท่าใดนัก เพราะรู้สึกว่า ถ้าเราฝึกไม่ได้ ทำไม่เป็นเอง แล้วก็ไม่ควรเขียนเรื่องที่ตนเองทำไม่เป็น ไม่ควรเขียนอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้คนอื่นเชื่อตาม ทั้งๆที่ตนเองก็ลอกคนอื่นเขามาอีกที
การทำเรื่องยาก ให้ง่าย นี้ ว่าไปแล้วก็คือ วิธีปฏิบัติตามทางสายกลางนั่นเอง ทางสายกลางของใคร ก็ย่อมเป็นทางสายกลางของคนๆนั้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอื่น จะว่าเหมาะสมกับจริต นิสัยความชอบ หรือจะว่าเหมาะสมกับสภาพจิตใจของแต่ละคนก็ได้
ผู้ที่ฝึกสมาธิมานาน ไม่ว่าจะใช้คำบริกรรรม พุทโธ หรือบริกรรมภาวนากำกับอาการของกาย เช่น กำกับตามลมหายใจ เข้า พุท ออก โธ หรือจะภาวนาตามอาการของท้องหรือกระบังลม ยุบหนอ พองหนอ ไม่ว่าจะใช้วิธีฝึกวิธีใดก็ตาม ขอให้ฝึกวิธีนั้นๆ อย่างจริงจัง ทำจริง เอาจริง ฝึกนานๆ ต่อๆกันเป็นเวลานาน แต่ถ้าฝึกแล้วฝึกอีกเป็นปี ไม่เห็นก้าวหน้าไปไหน .... ถึงคราวที่ตนจะต้องใช้ปัญญาคิดย้อนกลับมาพิจารณา วิธีฝึกสมาธิที่ตนใช้แล้วล่ะว่า เหมาะสมกับตนไหม เป็นทางสายกลางแล้วหรือไม่
ผมเคยเรียนถามจากพระปฏิบัติ อีกทั้งยังพบคำถามเดียวกันจากการอ่านตำราสมาธิ ว่า ในขณะที่บริกรรมภาวนาอยู่ในใจนั้น เราต้องนึกภาพอะไรตามไปกับคำบริกรรมภาวนาหรือไม่
คำตอบที่ผมได้รับก็คือ ถ้า จิตของเรายังไม่แข็งแรง จะจับโน่นจับนี่ยังไม่คล่อง แค่จับคำภาวนาอย่างเดียวยังไม่ได้เลย อย่าเพิ่งคิดไกลไปถึงว่าจะภาวนาไปพร้อมกับจับอย่างอื่นไปด้วยเลย ขอให้ฝึกจับคำบริกรรมภาวนาอย่างเดียวไปให้ได้ก่อนเถอะ
อย่างจิตของผมนี้มันมีนิสัยชอบคิด คิดโน่นคิดนี่ไม่มีหยุด จะปล่อยเวลาสักชั่วอึดใจ หรือไม่ถึงอึดใจก็ยังไม่ได้ จิตของผมจะส่ายแส่หาเรื่องให้คิดอีกแล้วเสมอ
ดังนั้นถ้าผมพยายามบริกรรมภาวนากำกับคู่กับการหายใจ แค่ช่วงเวลาขณะที่หายใจเข้ายังไม่สุด แค่ช่วงเวลานั้น จิตของผมก็จะดิ้นรนหนีไปคิดเรื่องอื่นๆได้เสมอ ครั้นจะหายใจให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันกับจิต ก็ผิดวิธี เพราะเราควรปล่อยลมหายใจให้หายใจตามธรรมชาติ แล้วกำกับจิตตามรู้ให้ทัน
เมื่อลองวิเคราะห์ลักษณะจิตของตนเองแล้ว ผมคิดว่า วิธีฝึกปฏิบัติที่ตนเองควรจะใช้นั้น ต้องเอาชนะสภาพจิตของตนให้ได้ก่อน เอาแค่ใช้จิตกำหนดคำบริกรรม พุทโธ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ไม่ให้ขาดตอน เอาแค่นี้ ทำแค่นี้ให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดหาทางที่ยากขึ้น เพื่อฝึกจิตให้มีกำลังมากขึ้นต่อไปทีหลัง
ใครที่อ่านบทความนี้แล้วไม่เห็นด้วยอย่างไร จะอ้างคำสอนหรือตำรับตาราของใครมาเถียงก็ตามใจครับ เพราะสมาธินี้ ตัวใครตัวมัน คุณจะยึดติดกับวิธีที่ตนอุตส่าห์เสียเวลาฝึกมานาน แต่ไม่เห็นก้าวหน้าไปถึงไหน ก็ตามใจ
ข้อที่ควรคิดพิจารณาให้ดีก็คือ แค่การบริกรรมภาวนา พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ติดต่อกันไปไม่ให้ขาดสายนี้ เป็นวิธีที่ง่ายกว่าวิธีที่คุณทำอยู่แล้วใช่หรือไม่ ถ้าเป็นวิธีที่ง่ายกว่า คุณก็น่าจะทำได้โดยไม่ยากเลยใช่ไหม
เมื่อทำเรื่องยาก ให้ง่าย ให้เหมาะกับทางสายกลางของตน ถ้ายังเป็นเด็ก จิตยังไม่แข็งแรง ควรหาวิธีฝึกสำหรับเด็ก แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ จิตแข็งแรงกว่าเด็กมากๆ ก็น่าจะฝึกแบบเด็กได้ไม่ยาก และเมื่อทำเป็น คิดเป็น จะพบต่อไปเองว่า ไม่ว่าเราจะเลือกใช้วิธีไหนก็ได้ทั้งนั้น ทุกสิ่งเหมือนๆกันนั่นแหละ เหมือนกับคำที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
มาทำเรื่องยาก ให้ง่ายกันดีกว่า
......................................................................
เมื่อภาวนาพุทโธๆๆๆๆในท่านั่งสมาธิสงบๆได้แล้ว จากนั้นจึงฝึกบริกรรมในท่าเดินให้ได้บ้าง หรือจะฝึกท่านั่งนั่นแหละ แต่ฝึกกำกับตามรู้อาการของกายให้ทัน เพื่อทดสอบจิตว่า สามารถสร้างสมาธิให้เกิดในสภาะวะที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อนำกำลังสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป
