Font s :
Background :

สมถะ vs วิปัสสนา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รู้จักกับอาจารย์ซึ่งเป็นวิทยากรของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีท่านหนึ่ง พอท่านทราบว่า ผมสนใจสมาธิ ท่านก็ถามผมทีเดียวว่า ที่ผมฝึกสมาธินั้นมีจุดประสงค์ใด

ผมเรียนตอบว่า ผมต้องการสติ อยากให้ตนเองมีสติ จะได้ใช้เวลาที่มีปัญหาจะได้ตั้งสติได้ทัน

จากนั้นท่านก็แนะนำให้ผมศึกษาพระอภิธรรม เพื่อจะได้ตามรู้ตามสติปัฏฐาน และสามารถเข้าใจอาการเกิดดับของจิตซึ่งแบ่งออกเป็นหลายลำดับ โดยท่านเห็นว่าจะช่วยให้ดับทุกข์ได้ดีกว่าสมถะซึ่งดับได้แค่ชั่วคราว

น่าเสียดายที่ไม่มีเวลามากพอที่จะฟังคำอธิบายของท่าน เนื่องจากต่างคนต่างต้องเข้าสอน ต้องแยกย้ายกันไป ผมจึงขอขอบคุณอาจารย์ท่านไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

ในความเข้าใจและวิธีที่ผมฝึกสมาธิของตนเองนั้น ผมไม่ได้ฝึกสมถะและไม่ได้ฝึกแต่วิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผมฝึกทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไปเสมอ

ฝึกสมถะเพื่อสร้างจิตให้มีกำลัง เพื่อจะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน พยายามตามรู้จิตใจตนเองว่า นอกเนื่องนอกราว หาเรื่องหาราวที่ไม่มีประโยชน์กับตนเองหรือไม่ จะได้ดึงจิตกลับมาพิจารณาเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญมากกว่า

สมถะทำให้จิตสงบ ในขณะที่อยู่ในสมถะนั้นจิตจะสงบ สงบเหลือเกิน จนไม่รู้หนาวร้อน ไม่มีอาการของกายปรากฏ

สมถะจะมีประโยชน์ต่อเมื่อเราสามารถใช้สมถะให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน ต้องทำให้ตนเองมีสติในทุกขณะจิต ไม่ใช่ว่าจะต้องบอกตนเองก่อนว่า เอาล่ะนะ จะตามรู้แล้วนะ ไม่ใช่จะต้องนั่งสมาธิหรือทำอะไรช้าลงกว่าเดิมแล้วจึงจะรู้ว่ายกหนอ ย่างหนอ

สมถะ ไม่ได้สำคัญในภาวะของการสงบ แต่สำคัญอยู่ที่วิธีทำให้สงบว่าจะใช้วิธีใดทำให้จิตสงบลงได้เร็วที่สุด ถ้าจิตสงบได้ลึกที่สุด จะสงบอยู่นานหรือเพียงชั่วครู่ก็ไม่สำคัญเท่าวิธีที่จะทำให้สงบได้

วิธีที่จิตจะสงบได้นั้น ต้องอาศัยอุบายแล้วแต่สถานการณ์ขณะนั้นๆ พอจิตสงบแล้ว จิตจะแจ่มใส เห็นอะไรๆได้ชัดเจนขึ้น แล้ววิปัสสนาจะได้ใช้งานต่อไป

สมถะจึงไม่ได้แยกจากวิปัสสนา สมถะอาจใช้เป็นจุดเริ่มวิปัสสนา วิปัสสนาอาจกลายเป็นที่มาของสมถะ

ที่ตนเองหวังไว้ก็คือ อยากให้จิตเดินอย่างอัตโนมัติ สมถะกับวิปัสสนาเกิดขึ้นสลับไปสลับมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนไม่อยากเรียกชื่อสิ่งใดว่าอะไร ไม่ต้องการใช้ศัพท์แสงคำใดที่ยืดยาวให้ต้องเสียเวลาแปล

พอเห็นทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์ แล้วพิจารณาที่มาของทุกข์ พอรู้เหตุของทุกข์แล้วหาทางดับทุกข์ ให้ได้เร็วที่สุด

แม้ทุกสิ่งจะมีอาการเกิดดับอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ แต่ปัญญานี่แหละที่จะทำให้ดับได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

พอเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว หลายๆคนอาจไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่างกันไป ก็ขอให้ทำใจทนผมต่อไปหน่อยนะครับ ที่ผมไม่ค่อยได้เขียนบทความเรื่องสมาธิบ่อยเหมือนแต่ก่อน เพราะสิ่งที่อยากจะเขียนนั้นมันเขียนอธิบายยากขึ้นทุกที ได้แต่เทียบเคียงกับคำที่เราคุ้นๆกัน

มีหลายๆเรื่องที่เคยเขียนไปแล้ว ที่ตอนนี้ผมไม่เห็นด้วยก็มี หลายๆอย่างที่ตนเองเคยเข้าใจ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าใจแบบนั้น ก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องที่ผมโง่แล้วอวดฉลาด อย่างบทความนี้อีกนั่นแหละ อวดโง่กับเขาอีกแล้ว

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on July 11, 2005 1:01 PM.

สูตร Array กับการตัดสินใจ was the previous entry in this blog.

MovableType 3.2 Beta1 is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :