"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา"
เชื่อว่าพวกเราคงจำคำของพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งกล่าวขึ้นเมื่อเกิดปัญญาเห็นธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
คำว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นคำแทนทุกอย่าง เป็นคำง่ายๆที่ใช้แทนสิ่งใดๆในจิต แทนที่จะเรียกหรือตั้งชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ในจิตเอง ไม่มีคำใดที่จะใช้แทนสิ่งที่จิตเข้าใจได้ดีไปกว่า คำว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
พอคนเราเติบโตขึ้น สังคมสภาพแวดล้อมจะทำให้ชีวิตจิตใจของเราเกิดความสลับซับซ้อนมากขึ้น อาจจะซับซ้อนเกินกว่าความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ ถ้ายังเป็นเด็ก ยังไม่รู้จักคำว่า หิว ไม่รู้จักคำว่า ร้อน หรือเจ็บ เด็กคงไม่ต้องเสียเวลาหาคำมาใช้แทนความรู้สึกนั้นก่อนที่จะร้องออกมาหรอก
เราคุ้นเคยกับภาษา พอสายตาพาดผ่านคำใด จะเกิดคำอ่านออกมาในใจเราทันทีใช่ไหม จากนั้นจึงค่อยแปลตามความจำว่า คำๆนั้นหมายถึงอะไร จากนั้นเราจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาเพื่อให้สมกับคำๆนั้น
(ประโยคข้างต้น ถ้าอธิบายเป็นศัพท์ให้ยากต่อคนที่ไม่คุ้นกับศัพท์ธรรมะก็ต้องบอกว่า นี่แหละเป็นการสืบต่อของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
คนเราค่อยๆทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ต้องเสียเวลานานกว่าจะตีความในจิตของเราเองโต้ตอบกันไปมา เกิดวิธีฝึกสมาธิขึ้นมาหลากหลายสาย ทั้งภาวนาพุทโธ ยุบหนอพองหนอ จับลมหายใจ สัมมาอรหัง หรืออื่นๆอีกมากมาย ผู้ที่ยังยึดติดกับภาษาของตนมักจะมองไม่ออกว่า วิธีฝึกเหล่านี้ ไม่ว่าวิธีใดก็ย่อมเหมือนกันทั้งสิ้น
สมมติว่า ขณะนี้เราโมโห แต่ต้องมีขั้นตอนพิจารณาอารมณ์ ตีความตามลำดับที่เล่าเรียนมา ถ้าหนังสืออธิบายวิธีดับโมโหไว้เป็นหน้า คงต้องเสียเวลาเป็นวันกว่าจะหาวิธีดับโมโหได้
แต่ถ้าฝึกให้จับแต่อารมณ์ปัจจุบันให้ทัน เรื่องที่ทำให้โมโหนั้นมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ย่อมหมดโมโห
หรือถ้าฝึกจับตัวทุกข์ ไม่มีคำว่าโมโห มีแต่ตัวทุกข์ อะไรๆจะง่ายขึ้นเยอะ
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา"
