มีผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งแนะนำว่า การอบรมที่ผมจัดขึ้นนั้นมีคุณภาพดีอยู่แล้ว แต่ขอติสักนิดว่า ปริมาณมากไปหน่อย ซึ่งแตกต่างจากคำแนะนำของผู้เข้าอบรมท่านอื่นที่เข้าอบรมครั้งเดียวกันนั้นว่า อยากให้อาจารย์ถ่ายทอดวิธีใช้ Excel มากกว่านี้เสียอีก ผู้เข้าอบรมต่างหากที่ควรมีพื้นฐาน ผ่านประสบการณ์ และเคยพบปัญหาในการใช้ Excel มามากพอสมควร พอมาเข้าอบรมกับอาจารย์จะได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด
นับเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบ ทุกครั้งที่จัดอบรมขึ้นจะได้รับคำติชมต่างๆนานา แต่ละท่านก็มีความต้องการแตกต่างกันไป แม้ผมจะแนะนำแล้วว่า ขอให้ทุกท่านถามได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องรอให้สอนจบก่อนแล้วค่อยถาม แต่คนไทยเราคงอาย ไม่กล้ายกมือขึ้นมาถาม บางคนกล้าน้อยหน่อยจะมาถามกันส่วนตัวท้ายการอบรม ส่วนคนที่ไม่กล้าถามเลยก็จะเก็บปัญหาไว้ในใจ แล้วนำไปเขียนติชมกันในใบประเมินผลซึ่งถือว่าสายเกินแก้ ต้องนำปัญหาที่ค้างคาใจกับไปบริษัท จะใช้ Excel ทำงานให้ได้ปริมาณหรือคุณภาพตามที่ตนเรียนรู้จากการอบรมได้แค่ไหนก็ยังไม่รู้
ปริมาณ VS คุณภาพในการทำงาน
ถ้าพนักงานคนหนึ่งทำงานได้หนึ่งชิ้นภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่พนักงานคนที่สองทำงานได้สองชิ้นภายในเวลาเท่ากัน คุณคิดว่าหัวหน้าจะชอบพนักงานคนไหนมากกว่ากัน ซึ่งหากงานที่พนักงานทั้งสองคนสร้างขึ้นมาได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ทั้งคู่ พนักงานคนที่สองใช่ไหมจะเป็นผู้เอาชนะใจหัวหน้า
ในชีวิตจริง คนเราอยู่ภายใต้การแข่งขันตลอดเวลา พอจบการศึกษามาเข้าทำงานวันแรกก็ต้องทำงานให้ได้ตามที่หัวหน้ากำหนด ไม่มีเวลาให้ไปเข้าอบรมก่อนหรอก น้อยนักที่จะมีการฝึกอบรมให้คุ้นกับงานก่อน ส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้กันไปจากงานที่ตนทำนั่นแหละ (On the job training) ซึ่งพอได้รับมอบหมายงานมาจากหัวหน้า เราจะต้องขวยขวายหาทางแก้ปัญหานั้นเอง จะใช้วิธีใดก็ได้ เพื่อทำงานให้เสร็จและต้องมีคุณภาพตามกำหนด
เมื่อยี่สิบปีก่อน สมัยที่ผมทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือ ให้ศึกษาผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลา 60 เดือน โดยสมมติว่ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 5 เพิ่มขึ้นไปทีละร้อยละ 0.25 จนถึงร้อยละ 10 ว่ามีผลต่อดอกเบี้ยรวมแต่ละเดือนอย่างไร
ขั้นแรกที่ผมทำก็คือใช้ Lotus 1-2-3 สร้างตารางคำนวณดอกเบี้ย โดยใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 เป็นฐานคำนวณ เพื่อดูผลในระยะเวลา 60 เดือน ซึ่งแค่ตารางคำนวณดอกเบี้ยตารางเดียวก็มีขนาดใหญ่พอสมควรอยู่แล้ว ถ้าจะต้องสร้างตารางใหม่สำหรับใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.25, 5.5, 5.75, 6, 6.25 เรื่อยไปจนถึงอัตราร้อยละ 10 จะต้องใช้ตารางคำนวณเป็นสิบตารางทีเดียว เมื่อรวมขนาดตารางทั้งหมดแล้วจะต้องใช้แผ่นดิสก์นับสิบแผ่นเพื่อจัดเก็บ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ สูตรคำนวณซึ่งใช้ในทุกตารางต้องเหมือนกันห้ามผิดเพี้ยน จะแตกต่างกันก็แต่เฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ใช้เท่านั้น
สิ่งที่หัวหน้าต้องการคือ ขอให้สรุปผลดอกเบี้ยจ่ายรายเดือนทั้งหมดเป็นตารางเดียว หัวตารางด้านบนเป็นเลขที่เดือน หัวตารางด้านซ้ายแต่ละบรรทัดเป็นอัตราดอกเบี้ยเริ่มจากร้อยละ 5, 5.25, 5.5, 5.75, 6, 6.25 เพิ่มต่อบรรทัดละ 0.25 จนถึงบรรทัดสุดท้ายร้อยละ 10 ให้แสดงยอดรวมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ออกมาเป็นกระดาษแผ่นเดียว
ผมพบทางเลือกอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือใช้วิธีธรรมดาทั่วไปอย่างที่เกริ่นให้ทราบไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องใช้ตารางนับสิบตารางเพื่อคำนวณดอกเบี้ยตารางละหนึ่งอัตรา แล้วค่อยนำคำตอบมาสรุปลงในตารางสรุปดอกเบี้ยจ่ายรายเดือนทีละบรรทัด ซึ่งผมตัดสินใจเลือกอีกทางเลือกหนึ่งคือใช้ Macro เข้ามาช่วยควบคุมการคำนวณ
- ส่งตัวเลขอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ลงไปในเซลล์รับค่า
- สั่งคำนวณ
- Copy คำตอบที่ได้ไปแปะแบบ Value ในตารางสรุปดอกเบี้ยจ่ายรายเดือน
- เริ่มขั้นตอนที่ 1 - 3 ใหม่อีก แต่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกร้อยละ 0.25 ทีละรอบไปจนถึงอัตราร้อยละ 10 จึงหยุด
ปรากฏว่าใช้เครื่อง IBM AT ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด สั่งให้ Macro ทำงานนี้เองอย่างอัตโนมัติเป็นเวลากว่าสามชั่วโมง จึงได้คำตอบสรุปออกมาเป็นกระดาษแผ่นเดียว พอนำผลงานไปส่ง หัวหน้ายังต้องกดเครื่องคิดเลขเพื่อตรวจสอบผลซ้ำอีก พอพบว่าถูกต้องทั้งหมดแล้วก็ยกนิ้วให้ผมเลยว่าเยี่ยม เก่งมาก ผมเองก็ดีใจและภาคภูมิใจที่ตนเองสามารถทำงานนี้ได้สำเร็จลุล่วงโดยใช้ Macro ซึ่งสมัยนั้นน้อยคนนักจะใช้เป็น
อีกไม่ช้าไม่นานความภาคภูมิใจของผมก็สลายไป กลายเป็นว่าผมนั้นไม่รู้เรื่องแล้วอวดฉลาด เพราะงานนี้สามารถใช้เมนูคำสั่ง Data Table ช่วยยืมสูตรคำนวณดอกเบี้ยมาเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เอง ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ทันทีไม่ต้องรอนานเป็นอาทิตย์เพียงเพื่อใช้เวลาเขียนคำสั่ง Macro เช่นนั้นหรอก
บทเรียนจากครั้งนั้นช่วยให้ผมตาสว่าง บอกตัวเองว่า เราต้องรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่ Lotus 1-2-3 มีให้ครบก่อน ไม่จำเป็นต้องรู้ให้ลึกหรือใช้ให้เป็นก็ได้ แต่ต้องรอบรู้ก่อนว่ามีเครื่องมืออย่างนั้นอย่างนี้ ต่อไปเมื่อรับมอบหมายงานมาจะได้ตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกกับงานได้ถูกต้อง
ปริมาณ VS คุณภาพงานจากการใช้ Excel
หลังจากที่ผมย้ายงานออกจากธนาคารไทยพาณิชย์ไปที่บริษัทแห่งหนึ่งได้เพียง 2 เดือน ผมก็ย้ายงานอีกครั้งมาที่บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือที่รู้จักชื่อย่อกันดีว่า ซีพี บริษัทที่ผมอยู่ได้เพียง 2 เดือนนี้ขอสงวนชื่อไว้เป็นความลับก็แล้วกัน เพราะผมต้องลาออกมาเพราะเกี่ยวข้องกับ Data Table นี่เอง
หัวหน้าที่บริษัทแห่งนี้ขอให้ผมคำนวณหากำไรขาดทุนของบริษัท หากค่าไฟฟ้าปรับราคาขึ้นยูนิตละท่านั้นเท่านี้สตางค์ ผมก็รับปากว่าจะใช้สูตรคำนวณสรุปคำตอบให้เป็นกระดาษแผ่นเดียวให้หัวหน้าเลยโดยขอเวลาสัก 2 สัปดาห์ พอจะครบเวลาที่กำหนด หัวหน้ารองก็โทรมาหาที่บ้านบอกว่า หัวหน้าใหญ่เขาหาว่าผมไม่ทำงาน พรุ่งนี้จะเล่นงานผมแล้ว ขอให้ผมหาข้อแก้ตัวไว้ให้ดี ซึ่งผมฟังแล้วก็แปลกใจมาก เพราะเวลาที่ผ่านไปนั้น ผมต้องใช้เวลาไปกับการแกะสูตรคำนวณที่ลูกน้องคนเก่าเขาสร้างไว้ว่าถูกต้องหรือไม่ มีการส่งค่า สร้างสูตร link กันอย่างไร เมื่อจะใช้ Data Table ช่วยคำนวณจะได้ส่งตัวเลขใหม่ไปแทนที่ได้ถูกต้อง
พอถึงรุ่งเช้าผมก็รีบใช้ Data Table สรุปคำตอบเตรียมไว้ให้หัวหน้าใหญ่ตามที่ผมสัญญาไว้ พอหัวหน้าใหญ่ได้รับกระดาษคำตอบแผ่นนั้นก็พูดออกมาคำเดียวว่า นี่หรือสูตรที่ผมว่าไว้แล้วโยนกระดาษคำตอบของผมทิ้งจะเดินออกไปจากห้อง ทั้งนี้เป็นเพราะท่านไม่เชื่อถือคำตอบที่ผมคำนวณให้ อาจคิดว่าผมหาทางสร้างสูตรประมาณค่ามาให้แทนกระมัง
หลังจากนั้นไม่นานก็มีการสืบสวนที่ไปที่มาพบว่า หัวหน้าใหญ่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มานักหรอก ได้แต่สั่งงานให้ลูกน้องทำให้ ส่วนลูกน้องคนเก่าซึ่งเคยคำนวณคำตอบให้หัวหน้าใหญ่นั้น รู้จัก Data Table แต่ใช้ไม่เป็น และใช้ Macro ไม่เป็นอีกด้วย จึงต้องใช้วิธีแทนค่าลงไปเองด้วยมือ สั่งคำนวณเอง แล้วลอกคำตอบบรรทัดสุดท้ายเองทีละบรรทัดมากรอกในตารางสรุป ขั้นตอนที่ทำเองทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์นานจากเช้าจนเย็น ต้องสั่งพิมพ์กระดาษหนาเป็นปึก แล้วเสียเวลามานั่งลอกพิมพ์คำตอบแล้วตรวจทานซ้ำอีกหลายครั้ง ต้องทำงานล่วงเวลากว่าจะได้ผลงานสรุปออกมาเป็นกระดาษเพียงแผ่นเดียว จึงเป็นที่มาของข้อหาที่ว่า ผมไม่ได้ทำงาน เพียงเพราะผมเลือกวิธีทำงานที่ฉลาดกว่า เบากว่า และเหนื่อยน้อยกว่า
ประสบการณ์เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดกันว่า ปริมาณและคุณภาพงานจากการใช้ Excel ช่วยในการทำงานนั้น อย่าดูแต่เพียงผลงานซึ่งพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษได้ถูกต้องแต่อย่างเดียว หากต้องพิจารณาเปรียบเทียบวิธีที่เราเลือกใช้ให้เหมาะกับงานและปริมาณงานเป็นข้อสำคัญกว่า วิธีที่เลือกใช้ต้องยืดหยุ่น สามารถนำไปดัดแปลงแก้ไขเพียงเล็กน้อยก็นำไปใช้กับงานอื่นต่อไปได้โดยง่าย ช่วยประหยัดเวลาและความเหนื่อยยากของผู้ใช้งาน ซึ่งผู้บริหารจะต้องเข้าใจและสนับสนุนให้เกิดลักษณะงานที่ Work Smart แทน Work hard เช่นแต่ก่อน แล้ววัดผลงานจากปริมาณงานมากที่สุดซึ่งทำได้เทียบกับเวลาที่ใช้น้อยที่สุดทั้งในปัจจุบันและอนาคตหากต้องใช้งานกรณีเช่นนั้นอีก
บริษัทหลายแห่งจัดการทดสอบภายใน ให้พนักงานแข่งกันทำข้อสอบ Excel หากใครผ่าน Excel ขั้นสูงจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือนมากว่าคนอื่น บ่อยครั้งจะพบว่าข้อสอบ Excel ขั้นสูงที่ยกขึ้นมาถามนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการใช้งาน หรือเป็นคำสั่งใหม่ซึ่งเกิดขึ้นใน Excel รุ่นล่าสุด ไม่ค่อยมีใครทราบกันหรอกยกเว้นแต่จะหาซื้อตำราภาษาอังกฤษมาอ่านกัน จึงขอแนะนำให้ใช้สิ่งที่มักพบเห็นบ่อยๆในงานมาตั้งเป็นข้อสอบกันดีกว่า จัดลำดับพนักงานตามลำดับของความสามารถใช้เวลาน้อยที่สุดและแก้ปัญหาได้มากที่สุด คำถามไม่ต้องยากมาก แต่ต้องใช้ทั้งความฉลาดและความเฉลียว เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที แต่ถ้าเลือกใช้วิธีผิด ต่อให้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ยังแก้กันไม่เสร็จ
ปริมาณ VS คุณภาพในการอบรม Excel
เร็วๆนี้ได้รับการติดต่อจากบริษัทแห่งหนึ่ง เอ่ยชื่อไปแล้วทุกท่านต้องรู้จักกันดี ขอให้ผมเข้าไปสอนวิธีใช้ Excel ตามหัวข้อที่บริษัทต้องการ ซึ่งผมต้องปฏิเสธไปเพราะกว่า 20 หัวข้อซึ่งกำหนดมาให้อบรมเสร็จภายใน 1 วันนั้น แม้ทางบริษัทชี้แจงว่า ผู้เข้าอบรมมีพื้นฐานดีกันมาก่อน อยากให้ผมเพิ่มเคล็ดลับให้สูตรสำเร็จรูปเพื่อนำไปใช้ได้ทันที แต่ผมเห็นว่าต้องใช้เวลาอบรมกันอย่างน้อย 3 วัน ถ้าให้ใช้เวลาอบรมแค่วันเดียว เพื่อเอาปริมาณ จะไม่ได้คุณภาพอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะผู้เข้าอบรมจะได้แต่ลอกหรือท่องจำวิธีใช้สูตร แต่ไม่เข้าใจที่ไปที่มาว่าทำไมจึงได้ผลอย่างนั้น ไม่สามารถคิดตามทันว่า ทำไมจึงไม่ใช้สูตรนั้นสูตรนี้แทน
จากการจัดอบรม Excel ให้แก่ผู้เข้าอบรมหลายพันคนได้พบว่า ผู้เข้าอบรมแต่ละคนประเมินระดับความรู้พื้นฐานของตนแตกต่างกันอย่างมาก บางคนเก่ง Excel ที่สุดในบริษัท จนถึงขึ้นเรียกตนเองเป็นเซียน Excel แล้วก็จะประเมินความรู้พื้นฐานของตนไว้สูงมาก บางคนใช้ Excel มานานนับสิบปีมักจัดชั้นตัวเองไว้สูงเช่นกัน แม้ทั้งคู่ไม่เคยกดปุ่ม F4 เพื่อเปลี่ยนเครื่องหมาย $ ในสูตรอ้างอิง บางคนเก่ง VBA แต่ไม่เคยใช้สูตร Array มาก่อน ซึ่งวิธีใช้งานเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างกัน หรือเคยเห็นงานซึ่งใช้ความรู้ Excel ขั้นมืออาชีพมาก่อน จะเป็นเรื่องยากมากที่จะบอกว่าใครมีพื้นฐาน Excel มาก่อนแล้วถึงขั้นไหน
- ฉลาดใช้เมนูคำสั่งที่จำเป็นของ Excel
- ฉลาดใช้สูตรคำนวณที่จำเป็น
- ฉลาดใช้เมนูคำสั่งและสูตรคำนวณมาใช้งานร่วมกัน
- ฉลาดสร้างสูตรคำนวณให้เกินกว่าที่ Excel มีอยู่
- ฉลาดใช้ Macro Recorder และเขียนรหัส VBA
- ฉลาดใช้ Macro และ VBA ร่วมกับเมนูคำสั่งและสูตร
- ฉลาดใช้ Excel ในวิธีที่ตนเองค้นพบเกินกว่าวิธีที่มีอยู่ในตำรา
แต่ละระดับขั้นต้องใช้เวลาศึกษากันเป็นปี ต้องใช้เวลานานกว่าสิบปีทีเดียวกว่าจะพัฒนาจนมาถึงระดับที่เจ็ด จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้เวลาอบรมเพียง 12-18 ชั่วโมง เพียงแต่ต้องเลือกเฟ้นเนื้อหาและวิธีการอบรมที่เหมาะสม ให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้พื้นฐานและสาระที่มีประโยชน์ สามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้เองในอนาคต
ปริมาณความรู้
ปริมาณในที่นี้หากใช้กับการอบรมจะหมายถึง จำนวนหัวข้อซึ่งเราจะได้เรียนรู้ ซึ่งดูได้จากใบโบรชัวร์โฆษณาหลักสูตรอบรมหรือในหน้าสารบัญของคู่มือประกอบการอบรมว่ามีหัวข้ออะไรบ้าง ถ้ามีหัวข้อมากก็จะใช้เวลาในการอบรมมาก แต่ถ้ามีหัวข้อกำหนดไว้น้อย อาจใช้เวลาอบรมมากหรือน้อยก็เป็นไปได้ขึ้นกับความละเอียดของเนื้อหา
ส่วนปริมาณความรู้ซึ่งเราแต่ละคนควรมีไว้ใช้สำหรับทำงานให้เสร็จลุล่วงไปนั้น นอกเหนือจากจะต้องเลือกรู้จักเมนูคำสั่งและสูตรเฉพาะส่วนที่จำเป็นของ Excel แล้ว ผู้ใช้ Excel ควรมีความรู้ในงานของตนมากพอควรอีกด้วย ถ้าหากเคยผ่านร้อนผ่านหนาว เคยทำผิดทำถูกมาก่อนด้วยแล้วยิ่งดี เพราะจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมกับงานได้ถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถจับประเด็นและนำงานของตนมาเปรียบเทียบ ไม่ต้องเสียเวลามาลองผิดลองถูก
ผู้ใช้ Excel ควรตั้งหลักให้ตนเองรอบรู้ก่อนรู้ลึก เพื่อรู้จักว่า Excel มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรไว้ให้เราเรียกใช้บ้าง แนะนำให้หาตำรา Excel ภาษาอังกฤษมาเปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรกจบหน้าสุดท้ายโดยไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทดลองทำตาม ขอให้อ่านผ่านตา เพียงเพื่อให้เรารู้เสียก่อนว่า Excel ทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ได้นะ จากนั้นพอได้รับมอบหมายงานมาจะได้นึกออกว่า Excel ใช้กับงานนั้นได้หรือไม่ แล้วค่อยเปิดหนังสือ Excel เปิดไปที่หน้าสารบัญและหน้าดัชนีท้ายเล่มเพื่อเปิดไปศึกษาเรื่องนั้นพร้อมกับใช้คอมพิวเตอร์ทดลองทำงาน
ถ้าคุณเปิดอ่านหนังสือไปแล้วทดลองใช้คอมพิวเตอร์พร้อมกันไป กว่าจะอ่านจบเล่มก็พอดี Excel รุ่นใหม่ออกวางตลาดก่อนแล้ว โดยทั่วไป Excel รุ่นใหม่จะออกวางตลาดทุก 18 เดือน ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่แนะนำให้หาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านแทนภาษาไทยเหมือนกัน เพราะตำราไทยที่มีอยู่มีเนื้อหาไม่ค่อยละเอียด แต่ละเล่มจะบาง บางเล่มหนาหน่อยแต่จะสอดรูปภาพไว้เยอะแยะแต่มีเน้อหาจริงๆน้อยมาก
การที่คนไทยไม่กล้าแปลหรือแต่งหนังสือให้ละเอียดก็เพราะต้องแข่งกับช่วงเวลา 18 เดือนนี่แหละ ถ้าออกหนังสือเล่มใหม่มาแล้วขายไม่หมดภายใน 18 เดือน พอ Excel รุ่นใหม่ออกวางตลาดแล้วจะไม่มีใครสนใจหนังสือ Excel ตกรุ่นอีกต่อไป ซึ่งต่างจากคนแต่งหนังสือชาวฝรั่ง เขาจะได้รับเชิญให้เข้าไปลองใช้ Excel รุ่นใหม่ก่อนออกวางตลาด จึงสามารถออกหนังสือมาวางตลาดก่อนที่ Excel รุ่นใหม่จะปรากฏโฉมเสียอีก
คุณภาพความรู้
คุณภาพความรู้เป็นเรื่องที่เราวัดกันได้ยาก เช่น สูตร SUM สูตรเดียวนี้ ถ้าจะสอนกันแบบฉาบฉวยพอให้ใช้บวกเลขได้จะสอนจบกันภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าจะให้รายละเอียดถึงข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด พร้อมกับเปรียบเทียบกับสูตรอื่นซึ่งทำงานได้คล้ายกับสูตร SUM เช่น SUBTOTAL, SUMPRODUCT, SUMIF, SUM ARRAY หรือแม้แต่วิธีนำตัวเลขมาบวกลบต่อกันไป จะต้องใช้เวลาเปรียบเทียบกันนานนับชั่วโมงหรือเป็นวันกันทีเดียว
ถ้าจะไล่ย้อนไปถึงที่มาของตัวเลขที่ใช้ในสูตร SUM ก็ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า ตัวเลขนั้นเป็นตัวเลขจริงๆ หรือเป็นตัวเลขที่เป็น Text และหากไม่มีตัวเลขในเซลล์ที่นำมา SUM เราจะเลือกใส่ตัวเลข 0 ลงไปแทน หรือจะปล่อยให้ว่างไว้ หรือจะใส่คำว่า NA (หมายถึง not available) ลงไป หรือบางคนใส่เครื่องหมาย Null Text ="" ซึ่ง Excel ถือว่าเป็นตัวอักษร ไม่สามารถนำมาใช้ในสูตร SUM แต่สามารถใช้สูตรบวกกันธรรมดาแทนได้
พอได้ผลลัพธ์จากสูตร SUM ก็ต้องนำมาจัดรูปแบบตัวเลขตามต้องการ บางคนเลือกใช้คำสั่ง Format > Cells > Number กำหนดให้ปัดตัวเลขทศนิยมแล้วกลับหาเรื่อง Excel ว่าบวกเลขผิดก็มี ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ใช้สูตรปัดตัวเลข ROUND หรือสูตรตัดตัวเลข TRUNC เพื่อปรับค่าก่อนแล้วจึงค่อยใช้คำสั่ง Format
นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายที่สุดของสูตรที่เราใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ถ้าจะให้ใช้งานได้จริงๆจะต้องใช้งานอย่างมีคุณภาพ สามารถคำนวณได้ผลลัพธ์ถูกต้อง ซึ่งผู้ที่ไม่รู้จักสูตร SUM นี้ดีพอจะมีมาตรฐานคุณภาพความรู้ของตนต่างกันออกไป ทำให้นึกไม่ถึง มองภาพไม่ออกเลยว่าทำไมจึงต้องขอเวลาอบรมสัก 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยกับแค่สูตร SUM สูตรเดียวนี้
ปริมาณ VS คุณภาพ ภายใต้เวลาจำกัด
Excel เป็นโปรแกรมตารางคำนวณที่ดีที่สุดในโลกเพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างที่เราต้องการเตรียมไว้พร้อมสรรพ ถ้าไม่มีเครื่องมือที่ตรงกับงานก็ยังสามารถดัดแปลงสูตรคำสั่งและ VBA นำมาใช้ร่วมกัน Excel ขั้นสูงที่ว่ายากจึงไม่ได้ขึ้นกับตัวโปรแกรม Excel เอง แต่ขึ้นกับโจทย์ที่เราต้องการนำ Excel เข้าไปประยุกต์ใช้ บางโจทย์เราคิดง่ายๆได้ในใจ แต่พอจะใช้ Excel กลับต้องใช้วิธีต่างจากที่คิดไว้ ส่วนโจทย์ยากๆซึ่งคิดว่า Excel คงทำให้ไม่ได้หรอก ก็อาจใช้สูตรง่ายๆหลายๆสูตรมาจัดลำดับการคำนวณทีละชั้นก็แก้ปัญหาได้แล้ว ปริมาณและคุณภาพจึงขึ้นกับฝีมือมนุษย์ด้วยว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์เพียงใดภายใต้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด
ขอให้หลักไว้ว่า เราสามารถใช้ Excel ประยุกต์กับงานได้ทุกชนิด ทุกอย่างที่มนุษย์คิดได้ก็สามารถนำ Excel มาประยุกต์ใช้ได้เสมอ พยายามหลีกเลี่ยงคำว่า " Excel ทำไม่ได้" เปลี่ยนคำพูดใหม่เป็น "ตอนนี้ยังคิดไม่ออก" บางโจทย์อาจต้องใช้เวลาคิดหาทางใช้ Excel เป็นวัน บางทีอาจใช้เวลาคิดเป็นเดือนหรือปีก็เป็นได้ ถ้ารีบเร่งต้องการคำตอบก็อาจสร้างสูตรแบบทื่อๆยาวเหยียดไว้ใช้งานก่อน จากนั้นจึงค่อยหาทางอื่นที่ลัดตัดตอนหาทางสร้างสูตรให้สั้นลง
ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการบวกเลขในตารางชื่อ MyTable เมื่อบวกเลขได้ผลลัพธ์แล้วไม่ต้องการผลรวมเกินกว่า 100 ถ้าเกินกว่า 100 ให้แสดงผลลัพธ์แค่ 100 แต่ถ้าได้ผลลัพธ์ต่ำกว่านั้นเช่น 90 ให้ตอบ 90
หากเลือกใช้สูตร IF จะใช้สูตรต่อไปนี้
=IF(SUM(MyTable)>100,100,SUM(MyTable))
แต่ถ้าเลือกใช้สูตร MIN ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับโจทย์นี้เลย จะใช้สูตรต่อไปนี้ซึ่งสั้นกว่ามาก
=MIN(SUM(MyTable),100)
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หากคิดจะใช้ Excel ให้ยืดหยุ่น สามารถนำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้กับงานสารพัด ก่อนที่เราจะเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ลงมือสร้างสูตร ผู้ใช้ Excel ควรมีอาวุธหลายๆแบบไว้ให้เลือกใช้ติดไม้ติดมือไปออกรบ ถ้าเอาแต่เจาะลึกสูตรใดสูตรหนึ่ง เอาแต่คุณภาพมากเกินไป ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาซึ่งมีไม่มากนัก จะเป็นตัวชี้วัดให้เองว่า อาวุธอันทรงคุณภาพเหลือล้นที่เรามีอยู่ แต่ใช้เป็นเพียงอย่างเดียวนั้น จะใช้ทำงานได้สำเร็จลุล่วงทันเวลาหรือไม่
