ชีวิตการเป็นวิทยากรสอน Excel กว่าสิบปีของผม ผ่านการถูกติมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะในวันสุดท้ายของการอบรม ผมจะถูกประเมินผลการอบรมทุกครั้ง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดจะประเมินผลออกมาดีหรือดีมากมาตลอด แต่ก็มีบางครั้งน้อยครั้งที่ถูกประเมินติดลบ ทำให้พอพบคำติ ผมก็มักจะเศร้า หมดกำลังใจ เพราะคิดว่าเราก็ได้ตั้งใจทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่มาตลอด ทำไมหนอเราจึงยังถูกติอย่างนี้อีก
ผมนำเรื่องนี้ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อสุชิน ปริปุณโณ เจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง ท่านได้ให้คำสั่งสอนว่า
"ขอให้ดูใบไม้บนต้นไม้ บางใบมันก็เกิดมาสมบูรณ์ บางใบมันก็เกิดมาไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น คนเราก็เหมือนกันกับใบไม้ คนบางคนเกิดมาแล้ว มีนิสัยช่างติชอบติมาตั้งแต่เกิด ต่อให้เราทำดีอย่างไรก็ยังถูกติอยู่นั่นเอง"
ตั้งแต่ได้พิจารณาตามคำสอนนี้แล้ว ทำให้ผมจัดอบรม Excel อย่างสบายใจมาตลอด ขอให้ทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่ ถึงจะถูกติก็ไม่เป็นไร นานไปก็มองทั้งเรื่องถูกชมกับถูกติว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปสนใจใส่ใจอะไรกับมันนัก
มีผู้เข้าอบรมคนหนึ่งมีหน้าตายิ้มแย้มอยู่เสมอ ผมเข้าไปถามว่า คุณเคยโกรธคนอื่นบ้างไหม ทำอย่างไรจึงได้ยิ้มแย้มได้ตลอดอย่างนี้
เขาตอบว่า เวลาที่มีปัญหา เขาจะมองตัวเองก่อนว่า ตัวเขาเองทำอะไรผิดไปบ้าง เขาจะมองที่ตัวเองก่อนที่จะมองหาความผิดจากคนอื่น
ผมคิดว่าส่วนที่ยากที่สุดเมื่อถูกติหรือถูกด่าก็คือ มักทำให้เราตั้งตัวตั้งสติไม่ทัน พอถูกด่าก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว ดังนั้นสมาธิที่ฝึกตามรู้นี่แหละจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าจำเป้นต้องคบกับใคร ให้พิจารณาตั้งแต่ต้นเลยว่า คนๆนี้มีนิสัยชอบติหรือไม่ ถ้าเขาติ ก็เป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติของเขา เราเข้าไปเปลี่ยนนิสัยดั้งเดิมของเขาไม่ได้หรอก แต่ถ้าเขาไม่ติ ก็ต้องคิดแล้วว่าคราวนั้นๆมันมีอะไรผิดปกติไหม
ไม่ยินดียินร้าย
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
(ที่มา : หนังสือ ปีมะโรง ขอจงมีความสุข*..พิมพ์ครั้งที่ 15 กันยายน 2551)
*ผู้สนใจติดต่อ มูลนิธิมายา โคตมี กทม โทร 02 676 3453
ไม่ยินดียินร้าย คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ในโลกธรรม 8 ที่มากระทบ
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
ชอบก็รู้ ไม่ชอบก็รู้ รู้แล้วปล่อย
สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ แล้วปล่อย
เห็นทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเสมอ
ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้ ครอบครัวก็จะอบอุ่น บ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข
ทุกคนก็จะสบาย และเป็นสุขได้ในทุกสถานการณ์
ใครทำอะไรไม่ดี ท่านก็ไม่ให้ยินร้าย
ให้รีบโอปนยิโก น้อมเข้ามาดูตัวเอง
เตือนใจตัวเองว่า เราอย่าทำอย่างนั้น
จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์
เราก็ทำให้คนอื่นไม่พอใจเหมือนกัน ไม่มากก็น้อย
พยายามรักษาความเป็นปกติ
รักษาความเป็นกลาง ๆ รักษาสุขภาพใจดีของเรา
หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ
พยายามปฏิบัติ เจริญสติปัฏฐาน 4 เจริญอาณาปานสติ
อยู่กับปัจจุบัน เป็นปัจจุบันธรรม
ไม่ยินดียินร้ายคือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
เห็นผู้หญิงสวย ชอบก็รู้ รู้แล้วก็ปล่อย ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่าต้องเอามาเป็นของเราให้ได้
ลูกทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ปล่อย อนิจจัง แล้วเขาจะเปลี่ยนไปเอง เขาก็มีกรรมเป็นของเขา
เมื่อมีโอกาส เมื่อใจของเราดีแล้ว ก็ค่อยแนะนำ สอนเขา
เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของลูก เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อย
นี้คือ ไม่ยินดี ยินร้าย
ไม่ยินดียินร้าย ไม่ใช่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ปฏิบัติหน้าที่
ตรงกันข้าม ไม่ยินดียินร้าย เป็นสุขภาพใจที่ดี
เมื่อเรามีสุขภาพใจดี เราก็สามารถทำหน้าที่ของเราได้ดีที่สุด
เราต้องทำหน้าทีของเราให้ดีที่สุดเสมอ
เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นพี่น้องที่ดี เป็นลูกที่ดี
เป็นนายที่ดี เป็นลูกน้องที่ดี เป็นนักการเมืองที่ดี
ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ เต็มความสามารถเสมอ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยอิทธิบาท 4
เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว
ผลจะเป็นอย่างไร ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ
ใครจะสรรเสริญ ใครจะนินทา ก็ปล่อย
ไม่ยึดมั่น ถือมั่นว่า ฉันทำดีแล้วคนต้องชม
ฉันทำดีแล้ว ฉันต้องได้ 2 ขั้น ฉันต้องได้เลื่อนตำแหน่ง
คนดี...อยู่ที่ไหน ใครจะว่าอย่างไร ก็ดีอยู่เสมอ และสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยความพอใจ
นี่คือ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น
เราค่อย ๆ ศึกษา ค่อย ๆ ฝึกปฏิบัติ
ตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาสุขภาพใจที่ดีของเราเอาไว้
ยินดียินร้ายเกิดขึ้น ก็รีบระงับ
มีหิริโอตตัปปะที่จิตใจ เป็นศีล เป็นสมาธิ
เมื่อทำสำเร็จ จิตใจของเราก็เป็นมัชฌิมา
เป็นปกติ เป็นสุขภาพใจดี และจะมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์.
โอปนยิโก
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ขอยกมาบางส่วน ......
พระพุทธองค์ไม่ให้สนใจปัจจัย ไม่ให้สนใจที่คนอื่นมากนัก
เพราะเราจะไปแก้คนอื่นทั้งโลกเพื่อให้เขาทุกคน
ทำทุกอย่างให้เราพอใจ ให้เราสบายใจไม่ได้ดอก
ต้องแก้ที่ใจเรา แก้ที่ตัวเรา
แก้ที่ความคิดของเราเอง "อัตตนา โจทยัตตานัง"
ให้กล่าวโทษโจทย์ความผิด ตรวจความผิดของตัวเอง
และหมั่นแก้ไขเสมอๆ
อย่าไปเสียเวลากล่าวโทษและพยายามแก้ไขที่คนอื่นเลย
นี่เป็นการเข้าใจตามอริยสัจสี่ เป็นโอปนยิโก
ฉะนั้นเมื่อเกิดทุกข์เกิดความไม่พอใจขึ้น ให้รีบสำรวมกายวาจา
สำรวมกายให้เรียบร้อย วาจาให้ระงับ รีบอบรมจิตใจให้คิดถูกคิดดี
เพื่อระงับกิเลสตัณหาของตัวเอง คนอื่นช่างเขา
ให้น้อมเข้ามาพิจารณาว่า คำนินทาสรรเสริญเป็นโลกธรรม 8
เป็นของธรรมดาประจำโลก
แม้แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกถึงปานนั้น ก็ยังไม่พ้นคนนินทา
และพระองค์อาจจะเป็นผู้หนึ่งที่ถูกนินทามากที่สุดในโลกก็ได้
ฉะนั้นการที่เราถูกนินทาจึงเป็นเรื่องธรรมดา
สำหรับผู้ที่ทำงานรับผิดชอบมาก มีหน้าที่การงานสูง
ยิ่งจะต้องถูกนินทามากขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อเขานินทาว่าเราทำผิด ทำไม่ดี เราก็รับฟังด้วยใจเป็นกลางๆ
และพิจารณาดูว่า เราไม่ดีหรือทำผิดตามที่เขาพูดหรือเปล่า
ถ้าเห็นว่าเขาพูดถูก เราก็ขอบคุณเขา และนำมาแก้ไขตัวเอง
ถ้าเราพิจารณาแล้วเห็นว่าเราไม่ได้ผิดตามที่เขาพูด
ก็เมตตาสงสารเขา เพราะเขาไม่รู้จริง เราไม่ต้องโกรธเขา
"สิขีภูโต" เอาตนเป็นพยานของตน
แม้แต่รอบด้านจะนินทาเรา ถ้าเราไม่ผิด ปกติเราก็จะทุกข์มาก
ทำใจไม่ได้คือไม่เชื่อธรรมะ เชื่อคำพูดของคนอื่น
แต่ถ้าใจเป็นธรรมะจริงๆ เราก็ไม่หวั่นไหวไม่เสียใจ
ให้น้อมเข้ามาดูใจเราว่า เรายังทุกข์ยังโกรธเขาอยู่หรือเปล่า
ถ้ายังทุกข์อยู่ก็พยายามระงับเหตุ
คือตัณหาอุปาทานที่ใจเรานี่แหละ
ทุกข์เกิดเพราะเหตุปัจจัยพอดีกัน ถ้าเราระงับเหตุได้
ถึงแม้จะยังมีปัจจัย คือยังมีคำนินทาอยู่ เราก็ไม่เป็นทุกข์
ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศลมูลนอนนิ่งอยู่ในสันดาน
อยู่ในจิตใจของคนเรา นี่คือมูลเหตุของทุกข์
เมื่อมีปัจจัยมาจากภายนอก เช่น รูปไม่สวย คำพูดไม่ไพเราะ
มากระตุ้นก็ปรุงขึ้นมา ถ้าเราได้สติปุ๊บ
พอเกิดทุกข์หรือยินร้าย หรือเกิดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น
หรือเกิดอารมณ์แล้ว ต้องรีบโอปนยิโก น้อมเข้ามาหาเหตุที่ใจเรา
ไม่ต้องนึกถึงเขา เพราะนึกถึงเขาก็เกิดเรา เกิดเป็นอัตตาตัวตน
เขาไม่ดีขนาดไหนไม่สำคัญ อย่าปล่อยจิตใจเราให้ฟุ้งซ่านออกไป
