ได้ยินได้ฟังกันมาตลอดว่า การฝึกสมาธิต้องหาทางฝึกให้รู้แบบชนิดที่เรียกกันว่า สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ... ที่ว่านี้มันเป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะรู้ได้อย่างนั้น
สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เป็นเพียงคำสองคำที่มีคำว่าสักแต่ว่านำหน้า เพราะนอกจากรู้เห็นแล้ว ยังมีอาการอื่นๆอีกที่นำมาตามคำว่าสักแต่ว่าได้ เช่น ... ได้ยิน รู้รส รู้สึก รู้คิด รู้นึก
สักแต่ว่า... เป็นอาการตามรู้ให้รับทราบในสภาวะที่แท้จริง ไม่ใช่รู้แบบว่ารู้ว่ากำลังเห็นอยู่แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่รู้นั้น
เราจะรู้ในสภาวะที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ ตัวผู้รู้เองมีความสามารถในการรับรู้ได้ชัดเจน รับรู้ได้อย่างละเอียด และเมื่อรับรู้เข้ามาแล้วก็ไม่ต้องปรับเสริมเติมแต่งในสิ่งที่รู้เข้าไปอีก สักแต่ว่ารู้จึงเป็นการรู้ถึงของจริงที่เป็นไปตามธรรมชาติ
สักแต่ว่ารู้ เกิดขึ้นในพริบตาแล้วก็จะหายไป เว้นแต่ว่าตัวผู้รู้นั้นใส่ความอยากรู้ตามดูต่อเข้าไปอีก ดังนั้นถ้ารู้อะไรขึ้นมาแล้วเกิดรู้ว่าเจ้าสิ่งที่ได้รู้นั้นมันไม่หายไปสักที แสดงว่าเราจับความอยากใส่เข้าไปผสมโรงอีกแรงหนึ่งแล้ว
ผู้ที่ฝึกสมาธิมานานจนติดสงบ หรือคนที่มีแต่ความสุข หรือคนที่เพิ่งฝึกสมาธิมาไม่นาน อาจไม่มีทางได้รู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา เพราะจิตมันสงบจนติดใจกับความสงบ แต่พอเข้าไปนั่งในป่าช้า หรือประสบกับเรื่องร้ายแรงกระทบจิตใจอย่างมาก จึงจะรู้ว่าตัวเองรู้อะไรแล้วดันคิดเสริมเติมแต่งอะไรเข้าไปอีกบ้าง
ดังนั้นคนที่สงบมาตลอด ต้องหาทางปรับปรุงเครื่องรับของตนให้มีความสามารถในการรับรู้ให้ละเอียดตามความสงบนั้นไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าในความสงบที่คิดว่าสงบนั้นยังมีความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
การฝึกภาวนาพุทเมื่อหายใจเข้า ภาวนาโธเมื่อหายใจออก เป็นการฝึกให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้นั้นเป็นอย่างไร เพราะการคิดนึกถึงคำว่าพุทโธเป็นบัญญัติเป็นคำที่เราสร้างขึ้นมากำกับลมหายใจ จึงไม่ใช่การรู้ที่ว่าสักแต่ว่ารู้ ไม่ใช่รู้ว่าหายใจแบบเฉยๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราคิดนึกถึงคำว่า พุทโธ นั่นแหละแสดงว่า เราได้ออกแรงปรับเติมเสริมแต่งเข้าไปกับสิ่งที่รู้เข้าไปแล้ว
การฝึกบริกรรมพุทโธตามรู้ลมหายใจ (ไม่ใช่การบริกรรมพุทโธพร้อมกับลมหายใจหรือบริกรรมพุทโธนำการตามรู้ลมหายใจ) จึงเป็นการฝึกจิตให้รู้จักตามรู้ พอรู้แล้วก็ออกคำบริกรรมขึ้นตาม เมื่อฝึกเช่นนี้บ่อยๆ พอรู้อะไรขึ้นมาก็จะรู้ไปได้เองว่า นอกจากสักแต่ว่ารู้แล้ว ยังมีอาการปรับเสริมเติมแต่งอะไรต่อไปอีกบ้าง ต่างจากแทนที่จะเป็นคำว่าพุทโธ ก็เป็นเวทนาสัญญาสังขารนั่นแหละที่เกิดตามเข้าไปแทน
