พวกเราหายใจเข้าออกกันจนชิน พอสนใจเริ่มฝึกสมาธิก็มักพบว่าน้อยคนนักที่ฝึกตามรู้ลมหายใจนี้ได้สำเร็จ คนส่วนใหญ่ตามรู้ลมหายใจได้แต่รู้แค่ลมหายใจ ... ไม่ได้เกิดปัญญาให้ตามรู้ทันสิ่งอื่น ... ได้แต่รู้แต่ลมหายใจ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
อย่าสักแต่ว่า รู้แค่ลมหายใจ
แทนที่ให้ตามรู้แค่อาการของการหายใจเอาอากาศเข้าออกทางจมูก ให้แยกออกระหว่างสิ่งที่รู้ ฐานที่ตั้งของตัวรู้ และตัวผู้รู้
- สิ่งที่รู้ หรือสิ่งที่ทำให้รู้ คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในโพรงปลายจมูก เมื่อร่างกายมีการหายใจต้องการอากาศ ย่อมต้องอาศัยทางเข้าออกที่มีแค่ทางเดียวโดยผ่านทางรูจมูก พอลมผ่านเข้า ลมผ่านออก ก็จะรู้ว่ามีการกระทบกันระหว่างลมกับผิวหนังในรูจมูก ก็ใช้อาการรู้ว่ามีการกระทบกันในรูจมูกนั่นแหละเป็นสิ่งที่รู้ ไม่ต้องไปสนใจอาการส่วนอื่นของร่างกาย ไม่ต้องสนใจว่าเป็นการหายใจ
- ฐานที่ตั้งของตัวรู้ คือ จุดที่ลมกระทบกับผิวหนังในรูจมูก ผู้ชายให้ใช้รูจมูกขวา ผู้หญิงให้ใช้รูจมูกซ้าย เป็นฐานที่ตั้งของตัวรู้
- ตัวผู้รู้ จะพบได้ต่อเมื่อเปลี่ยนสิ่งที่รู้หรือย้ายฐานที่ตั้งของตัวรู้ เพราะไม่ว่าจะรู้เรื่องใด ณ ตำแหน่งใดในร่างกาย ก็ใช้ตัวผู้รู้เดียวกัน
อย่าสักแต่ว่าใช้ปัญญาในการรู้
การฝึกสมาธิทุกครั้ง ต้องถือเป็นการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยรู้มาก่อน ความรู้ที่เกิดขึ้นต้องมาจากการฝึกทดลองนั่นแหละ ส่วนปัญญาที่เรียนรู้มาให้ใช้เพียงเป็นตัวช่วยนำทางให้เท่านั้น ผู้ฝึกสมาธิต้องทำใจให้เหมือนเด็กที่ไม่เคยเรียนรู้อะไรมาก่อนเลย ทุกครั้งที่ฝึกต้องรู้สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ ขอให้เปิดใจให้กว้างว่ายังมีสิ่งที่เหนือกว่าความรู้ที่มนุษย์เคยทราบกันอยู่อีกมากมาย
ขอให้รู้แบบผู้ดู ไม่ใช่รู้แล้วเข้าไปวิตกวิจาร ให้ตามดูแล้วดูไปเรื่อยๆ จะเกิดความรู้แบบว่า "อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง" โดยไม่ต้องเข้าไปเทียบความรู้ใหม่ๆนั้นกับสิ่งใด
เปลี่ยนสิ่งที่รู้และฐานที่ตั้งบ้าง จะได้ไม่เบื่อ
ถ้ามัวแต่เฝ้าดูลมหายใจอย่างเดียว เราอาจเผลอเฝ้าดูลมหายใจที่เป็นของปลอม กลายเป็นเฝ้าดูความคิดที่นึกถึงลมหายใจ กลายเป็นดูหนังที่สมองของเราฉายให้ดูซ้ำ ไม่ได้ดูสิ่งที่ตั้งใจจะดูไปโดยไม่รู้ตัว เรียกว่า ดูจนเบื่อ ดูจนเผลอไปนั่นเอง
ดังนั้นจึงเพิ่มตัวช่วยเข้ามาสักหน่อย เช่น บริกรรมพุทโธกำกับอาการตามรู้ ถ้าเอาแต่บริกรรมพุทโธๆๆๆๆๆๆๆอย่างเดียวไปตลอด ก็จะเผลออีกนั่นแหละ จึงใช้ตัวเลขนับกำกับตามไปด้วยว่าให้ภาวนาไปกี่ครั้งก่อนแล้วจึงเปลี่ยนไปเฝ้าดูแบบอื่นบ้าง
แทนที่จะรู้สึกง่ายๆเอาแต่ผิวเผินแค่ความรู้สึกลมกระทบในโพรงจมูก ให้สังเกตดูลักษณะของความร้อนเย็นที่เกิดขึ้นที่ปลายจมูกแทนก็ได้ นั่นรู้สึกไหมว่า ลมหายใจขาเข้านั้นมันเย็นกว่าลมหายใจออกนะ ให้รู้ถึงพลังที่ผ่านเข้าแล้วผ่านออกทางรูจมูก อย่าเอาแต่รู้จากแค่ความรู้สึกสัมผัสทางกายอย่างเดียว
รู้ต้องเป็นการรู้ที่เราตั้งใจฝึกให้เหมือนการทดลองเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่าจำกัดแค่ลม อย่าจำกัดแค่รู้สัมผัส สังเกตใจของเราตามไปด้วยก็ได้ว่าทุกจังหวะของสิ่งที่เรารู้ที่ปลายจมูกนั้น ใจของเรามีความสุขหรือทุกข์ในการหายใจอย่างไร หายใจเข้าไปแล้ว ทุกข์ไหมถ้าไม่หายใจออก หายใจออกแล้วสบายใจขึ้นแล้วใช่ไหมเมื่อหายใจเข้า
อย่าจำกัดเพียงเพราะเรียนมาว่ามันจำกัด
จากรู้เล็กๆที่เริ่มต้นที่ปลายจมูก เราจะรู้ได้เองว่าสิ่งที่ผ่านเข้าออกมายังกายใจของเรานั้น ไม่ได้ผ่านเข้ามาทางรูจมูกทางเดียว ถ้าคุณยังคิดว่า ลมหายใจหรือออกซิเจนต้องผ่านเข้าทางรูจมูกทางเดียว ก็แสดงถึงความเข้าใจที่ตั้งต้นไว้ให้เป็นข้อจำกัดของตัวเองอีกแล้ว
เปิดใจให้กว้าง แล้วทดลองแล้วทดลองอีก
หาทางให้สนุกกับการทดลอง
