ทุกวันนี้จะพบเห็นคำว่า ตามรู้ ดูจิต หรือตามดูจิต เป็นคำที่ใช้กันบ่อยมากในหมู่ผู้สนใจธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานรัดตัวแล้วเพิ่งก้าวเข้ามานั้น จะติดอกติดใจกับการฝึกตามรู้ ดูจิต หรือตามดูจิต นี้มากเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าเป็นวิธีฝึกที่ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเข้าวัด ไม่ต้องมานั่งสมาธิ เพราะตัวเองก็ไม่มีเวลาอยู่แล้ว พอได้วิธีฝึกที่ง่ายและสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา ก็ย่อมทำให้เกิดความนิยมและใช้กันแพร่หลายมากขึ้น
การตามรู้นั้น ถามว่าจะตามรู้อะไรบ้าง หลายๆคนน่าจะตอบว่า ก็ตามรู้ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางขันธ์ห้าทางอายตนะหกทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจใช่ไหม ที่น่าแปลกคือพอเราตามรู้สิ่งหนึ่งได้ ก็จะอดตามรู้เรื่องอีกอย่างหนึ่ง เช่น พออ่านตัวหนังสือนี้ คุณก็จะสนใจแต่เฉพาะตัวหนังสือ แล้วหมดโอกาสที่จะตามรู้เรื่องอื่นๆ
เท่าที่ได้สัมผัสกับการตามรู้มาด้วยตัวเองมาบ้าง พบว่าการตามรู้นั้น ขึ้นกับว่าเราจะใช้อะไรตามรู้ ถ้าเอาแต่ตามรู้ด้วยสภาพของจิตใจธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านการฝึกมาก่อน อาจจะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แถมสิ่งที่ว่ารู้ก็ไม่ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้เสียอีก เปรียบเสมือนการใช้ตาดู ก็จะเห็นแค่ของที่ตาสามารถมองเห็นได้เท่านั้น แต่ถ้าใช้กล้องจุลทรรศน์หรือแว่นขยายที่ติดแสงอินฟาเรดไว้ด้วย ก็จะเห็นได้ละเอียดมากขึ้น แถมสามารถเห็นในสิ่งที่ไม่ได้เห็นกันด้วยแสงสว่างตอนกลางวัน
ผู้ที่จิตไม่ค่อยสงบ จะเห็นแต่จิตที่ว้าวุ่นหรืออารมณ์ที่ติดยึดกับสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นพิเศษ ซึ่งความกระเพื่อมของจิตนี้เกิดจากอาการตอบสนองของร่างกายจิตใจต่อสิ่งภายนอก
แต่พอจิตสงบล่ะ จะตามรู้อะไร น่าคิดใช่ไหมว่าสำหรับพระอริยะที่จิตของท่านสงบยิ่งกว่าพวกเรา ท่านจะตามรู้อะไร
พวกเรามักมองข้ามสิ่งที่ติดกับตัวเรามาชั่วชีวิต จนแทบไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่า เราต้องอาศัยและมีอาการเช่นนั้นไปทุกขณะจิต นั่นคือลมหายใจไงล่ะ
ถ้าจิตตามรู้ได้ทันจริง ต้องรู้อยู่ทุกลมหายใจ ไม่ใช่แค่รู้แค่ตัวลมหายใจเท่านั้นนะ แต่ให้ตามรู้สิ่งนั้นๆไปพร้อมกับรู้ลมหายใจไปด้วย พอจิตตามรู้อะไรขึ้นมา แล้วจะมีช่วงว่างที่จิตสงบ นั่่นแหละจะพบสิ่งที่ยังไม่สงบขึ้นมาเองคือจะเห็นลมหายใจเด่นชัดขึ้นมาเสมอ
แล้วถ้าจิตสงบได้กำลังดี จิตจะมีอานุภาพยิ่งกว่าตามธรรมดา คือจะเป็นจิตที่เหมือนกล้องจุลทรรศน์ ได้รู้ได้เห็นความละเอียดของลมหายใจว่าไม่ใช่สักแต่ว่า ลมหายใจมีแต่ลมเข้าลมออกเท่านั้น เราจะได้ตามรู้ความละเอียดของลมหายใจต่อไปอีก พอละเอียดเข้าไปมากๆ ลมหายใจก็จะเป็นสักแต่ว่าอาการอย่างหนึ่งที่ไม่ทีชื่อเรียก
เราจะรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา โดยไม่ต้องใส่ใจว่าจะเรียกสิ่งที่ทำให้รู้นั้นว่าอะไร
พอจิตสงบมากๆ จะได้ตามรู้ตามเห็นอย่างละเอียดและอย่างรวดเร็วถึงการเกิดดับ ถ้าเอาแต่รู้แล้วคิดถึงชื่อเรียก ก็จะช้าเกินไป จนตามรู้ไม่ทันตามสิ่งที่ควรจะรู้ และยิ่งกว่านั้นสิ่งที่รู้เห็นขึ้นมานั้น อาจเป็นสิ่งที่เกินกว่าปัญญาของมนุษย์เคยพบเคยตั้งชื่อเรียกกันมาก่อน
การตามรู้ที่น่าจะรู้ และรู้ให้มาก คือการตามรู้ธรรมชาติภายในของตัวเรานี่เอง มีทั้งร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ และมีอารมณ์มีสัญญาอีกมากที่บันทึกไว้ตั้งแต่เกิด หากนำสิ่งภายในกายของเราเหล่านี้มาพิจารณาดู จะมีสิ่งให้ตามรู้ให้เกิดปัญญา ได้เห็นทางดับทุกข์อีกมากมาย
