Font s :
Background :

เคล็ดการฝึกตามรู้ลมหายใจ

ผมมีหนังสือชื่อ "แนวทางปฏิบัติ วิปัสสนา - กัมมัฏฐาน" เรียบเรียงจาก โอวาท 4 พรรษา ของ พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม สมุทรปราการ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ซื้อมาจากวัดอโศการามนานมาแล้ว แต่ไม่ได้สนใจอ่านให้จบเล่มสักที พออ่านถึงครึ่งเล่มก็พบเรื่องที่ค้างคาใจมานานเกี่ยวกับการกำหนดรู้ลมหายใจ จึงขอนำมาเล่าให้ฟังกันโดยขอเขียนตามความเข้าใจของผม พร้อมกับขออธิบายตามความเข้าใจของตัวเองเพิ่มลงไปด้วย

การฝึกตามรู้ลมหายใจนี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้าใครปฏิเสธว่าไม่ใช่หนทางของวิปัสสนา ย่อมแสดงว่าผู้นั้นคงไม่เคยฝึกจับลมหายใจให้ถึงขั้นสักที

การตามรู้ลมหายใจ ไม่ใช่สมถกรรมฐาน เพราะต้องฝึกจิตให้ตามรู้ให้ได้โดยตลอด จากหยาบไปละเอียด จากละเอียดไปสุดละเอียดต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้มุ่งที่จะทำจิตให้นิ่งเงียบแบบฌาน และจะทำให้เกิดปัญญาต่อเมื่อเราทราบถึงสภาวะแท้จริงของร่างกายที่ประกอบด้วยลมไฟน้ำดินว่ามีที่ไปที่มาเป็นอย่างไร เป็นปัญญาที่เกิดจากการตามรู้ ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการนึกคิดหรือเรียนต่อๆกันมา

หากทราบสภาวะแท้จริงของธาตุในร่างกายแล้ว ก็ไม่อยากจะยึดติดกับร่างกายและความรู้สึกนึกคิด แล้วก็จะหลุดพ้น

  • ลมหายใจที่ใช้เป็นสิ่งตามรู้นั้น ไม่ใช่ลมหายใจที่เราหายใจกันตามปกติ แต่ต้องเป็นลมหายใจที่เจ้าตัวต้องฉลาดเลือกแบบของตัวเอง เริ่มจากลองปรับลมหายใจเข้าออกว่า แบบใดที่จะทำให้เราสบายมากที่สุด และต้องไม่รู้สึกอึดอัด และไม่สบายจนทำให้เผลอนอนหลับ ให้ลองหายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจยาวออกยาว หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น หายใจถี่แต่หนัก หายใจลึกแต่เบา หรือหายใจถี่แต่เบา หรือหายใจยาวแต่หนัก ให้ปรับลมหายใจแล้วเลือกอย่างฉลาด
  • เริ่มต้นฝึกสมาธิ ต้องหาทางใช้ 3 อย่างให้พอดีกัน คือ ลมหายใจ คำบริกรรม และจิตที่ต้องตามรู้อาการไปได้โดยตลอด แล้วหลังจากที่จิตมั่นคงดีแล้วก็ไม่ต้องใช้คำบริกรรมอีก แต่ให้ตามรู้ลมหายใจเพียงอย่างเดียว
  • ถ้าภาวนาอย่างเดียว จะเบาไป เหมือนกับการแกว่งมีดไปในอากาศ แต่ถ้าภาวนากำกับลมหายใจ จะชัดเจนกว่าเพราะเหมือนกับการสับมีดลงบนเขียง
  • ปัญญาจะเริ่มเกิดขึ้นจากการตามรู้ลมหายใจได้ต่อเมื่อ เราสามารถตามรู้ลมที่ละเอียดกว่าลมที่เราเป็นผู้กำหนดขึ้นในตอนแรก ให้รู้ซึ่งถึงประเภทต่างๆของลม ทั้งลมหยาบ ลมละเอียด ลมปราณีต ลมร้อน ลมอุ่น ลมเย็น ลมที่พัดไปพัดมา ลมที่หมุนอยู่กับที่ ซึ่งถ้ารู้ถึงขั้นนี้แสดงว่า จิตต้องสงบและมีกำลังเป็นอย่างมากจึงจะสามารถตามรู้ได้ถึงขนาดนี้
  • ถ้ามองในแง่ของกายเวทนาจิตและธรรม กายคือตัวลมหายใจ เวทนาคือความสบายที่เกิดขึ้นจากลมหายใจ จิตคือจิตที่สามารถตามรู้ ธรรมคือสภาวะปัจจุบันธรรมที่ไม่ไปอดีตอนาคต
  • ในระยะแรกให้กำหนดตามรู้ลมที่ปลายจมูก เป็นการกำหนดจิตให้แคบไว้เพื่อจะได้ไม่หลุดตามความรู้จากสิ่งเร้าอื่นๆ จากนั้นจึงตามรู้อาการของลมในสภาวะปกติ แล้วจึงขยายลมไปให้ผ่านทุกส่วนของร่างกาย ทั้งแขน ขา หัว อวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้ โดยให้ตามรู้ให้ได้โดยตลอด
  • ลม ไฟ น้ำ ดิน เป็นความรู้ที่เป็นปัญญาจากการตามรู้ลมนั่นเอง พอหายใจนำลมหายใจเข้าปอด ออกซิเจนจะเข้าสู่เลือดได้ ต้องคลายความร้อน(ไฟ)ออกมาก่อน จากนั้นเลือด(น้ำ)จึงไหลไปยังอวัยวะ(ดิน)ส่วนต่างๆในร่างกาย ซึ่งปัญญาแค่นี้ยังถือเป็นปัญญาอย่างหยาบ ยังมีความรู้ที่ละเอียดกว่านี้อยู่อีกมาก
  • พอจิตเกิดปัญญาเข้าใจสภาวะของธาตุธรรมที่ประกอบกันเป็นร่างกายและอวัยวะน้อยใหญ่แล้ว เราจะสามารถควบคุมและปรับความสมดุลย์ของธาตุธรรมนั้นได้เอง
  • เมื่อจิตมีกำลังมาก จะสามารถดูจิตของตัวเองได้อย่างละเอียด เมื่อฝึกจิตจนคล่อง จะสามารถนำกำลังจิตมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างทันท่วงที เกิดคุณประโยชน์ดีกว่าการฝึกสติตามรู้เท่าที่รู้ด้วยปัญญาอย่างหยาบที่ทุกคนมีกันอยู่แล้ว
  • ส่วนใหญ่เรามักนึกว่าตัวเองฝึกสติมาถึงขั้นที่น่าพอใจแล้ว แต่ถ้าเจอเรื่องที่เราไม่อยากพบไม่น่าพอใจ จะพบว่าตัวเองใช้ได้จริงแล้วหรือไม่
  • Categories

    About this Entry

    This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on March 15, 2009 9:04 AM.

    ธรรมนี้ .... ถูกใจนักหนา was the previous entry in this blog.

    การอโหสิกรรมเป็นทานขั้นสูงสุดได้อย่างไร is the next entry in this blog.

    Find recent content on the main index.

    Font s :
    Background :