Font s :
Background :

ฝึกสมาธิ เพื่ออะไร

ไม่ว่าเราจะฝึกสมาธิวิธีไหน อย่ายึดติดวิธีการ อย่าฝึกไปโดยที่ยึดแต่ว่าต้องใช้วิธีนั้นๆ เช่น ถ้าฝึกจับลมหายใจเข้าออก ก็อย่าเอาแต่ว่าต้องจับลมหายใจต่อไปเรื่อยๆ ถ้าฝึกภาวนาใช้คำว่าพุทโธ ก็อย่าเอาแต่ยึดติดกับคำภาวนาว่าพุทโธ

สมาธิทุกวิธี ฝึกเพื่อกำหนดตามรู้ให้ทัน ที่แปลกคือการตามรู้ที่ว่านี้ไม่ใช่การตามรู้ที่เกิดจากการใช้จิตกำหนดหรือคิดในแบบที่เราใช้สมองคิดในการทำงาน แม้ช่วงแรกๆจำเป็นต้องกำหนดจิตให้ตามรู้ไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วการตามรู้ต้องเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องกำหนด สภาวะในขณะนั้นจะว่าหลับก็ไม่ใช่ตื่นอยู่ก็ไม่เชิง

 

จากคำสั่งสอนของท่านพ่อลี วัดอโศการาม ซึ่งรวบรวมไว้ที่ http://www.yajai.com/000026.php ผมมีความเข้าใจดังนี้

  1. เป็นวิธีฝึกสมาธิที่ใช้กายฝึกจิตแล้วกลับมาใช้จิตตามรู้อาการของกาย
  2. เริ่มจากการกำหนดตามรู้อาการของการหายใจเข้าออก โดยภาวนาพุทโธกำกับตามลมหายใจ (ใช้กาย ฝึกจิต)
  3. จากนั้นพอคำว่าพุทโธเริ่มชัดเจนขึ้น ก็เริ่มละจากกาย ให้เหลือแค่การตามรู้ด้วยคำบริกรรมว่าพุทโธเท่านั้น โดยให้หายใจเข้าออกครบก่อน แล้วจึงภาวนาพุทโธ แล้วจึงละกายไปที่จิตซึ่งภาวนาพุทโธอย่างเดียวเท่านั้น
  4. สาเหตุที่ต้องกำหนดจำนวนครั้งในการหายใจหรือภาวนาพุทโธ ทำเพื่อให้จิตไม่หลุดไปเรื่องอื่น และไม่ทำซ้ำมากจนเกินไปหรือไม่ทำน้อยเกินไป
  5. การฝึกต้องทำอย่างมีคุณภาพ ไม่หนักเกินไป ไม่เบาจนเกินไป และมุ่งจับตัวผู้รู้ให้ได้โดยไม่ต้องยึดว่ากำลังฝึกจับลมหายใจหรือกำลังภาวนาพุทโธ
  6. ตัวผู้รู้จะแสดงให้เห็นชัดขึ้นตอนที่เปลี่ยนคำบริกรรมจากพุท มาเป็นโธ จากโธ มาเป็นพุท เพราะถ้าไม่ตามรู้ให้ดีเราจะเอาแต่ภาวนาพุทโธติดกันไปโดยไม่ได้ตามรู้ถึงสภาวะปัจจุบันว่ากำลังทำอะไรอยู่ และกำลังจะทำอะไรต่อไป
  7. ช่วงที่ภาวนาเฉพาะคำว่า พุทโธ ต่อๆกันไปนั้น ต้องไม่กำหนดจิตให้แรงเกินไปหรือเบาเกินไป อย่าเน้นที่ว่าต้องให้ได้คำว่าพุทโธชัดเจน ขอเพียงแต่ให้ภาวนาในใจได้อย่างต่อเนื่องไปเท่าที่ต้องการโดยไม่วอกแวกส่งจิตไปคิดเรื่องอื่น และควรรู้สึกว่าสามารถตามรู้ได้ง่ายและชัดเจนขึ้นแม้คำว่าพุทโธจะดูเหมือนว่าดังหรือเบาลงก็ตาม
  8. คำภาวนาพุทโธจะหายไปเอง แต่จิตตัวผู้รู้ต้องยังคงอยู่และเด่นชัดขึ้น ไม่ใช่ว่าคำภาวนาหายไปเพราะเราลืมหรือหลับ
  9. พอถึงขั้นนี้ จิตตัวผู้รู้น่าจะแยกออกจากกาย ซึ่งอาการของกายที่สงบในขณะนั้นจะมีแต่อาการของลมหายใจเท่านั้นที่เด่นชัดกว่าอาการอย่างอื่น ทำให้จิตตามรู้ลมหายใจได้อย่างละเอียด (ได้เอง)
  10. ถ้าจิตละเอียดจริง น่าจะจับอาการไหลเวียนของโลหิต ความร้อนเย็นของอวัยวะภายใน พลังลมปราณที่ไหลเวียน ซึ่งนั่นก็คือการแยกธาตุสี่ ลม ไฟ น้ำ ดิน (ได้เอง)
  11. พอจิตรู้ถึงสภาวะความเป็นจริงของร่างกายแล้ว ก็จะละจากกาย เหลือแต่จิต

 

(ข้อความเหล่านี้เป็นเพียงความเข้าใจของผม ไม่ใช่ว่าผมทำได้แล้วถึงขั้นที่ผมเข้าใจ เพียงแต่ว่ากำลังใช้ความเข้าใจนี้ในการฝึกสมาธิอยู่เท่านั้น)

Categories

About this Entry

This page contains a single entry by สมเกียรติ ฟุ้งเกียรติ published on February 10, 2009 10:19 AM.

อานาปานสติ was the previous entry in this blog.

บทพิสูจน์ของสติกับการใช้คอมพิวเตอร์ is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index.

Font s :
Background :