สมัยเด็กมัธยมต้น ผมเอาของเล่นไปขายให้เพื่อน แต่เพื่อนคนนี้ไม่ยอมจ่ายเงินให้ครบทั้งหมด ผมทวงแล้วทวงอีกก็ไม่ยอมจ่ายเสียที
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กำลังรอรถเพื่อกลับบ้านอยู่นั้น ผมเห็นคุณแม่ของเพื่อนคนนั้นกำลังนั่งรอรับลูกอยู่ในรถ ผมจึงเดินเข้าไปสวัสดีแล้วเรียนให้คุณแม่ของเพื่อนทราบเรื่องที่ติดค้างเงินว่าลูกชายของคุณแม่ติดเงินผมอยู่
คุณแม่ของเพื่อนผม พูดกลับมาดังๆ จนเรียกว่าตวาดกลับมาทีเดียวว่า ทำไมพ่อแม่ของผมจึงไม่สั่งสอน ทำไมผมจึงเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้
แปลกไหมล่ะครับ คนที่เห็นแก่ตัวกลายมาเป็นผมไปแล้ว
ยังมีอีกหลายคราวที่ผมถูกข้อหานี้ และเชื่อได้ว่าพวกเราหลายๆคนก็เคยถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เพียงแค่เราไม่ยอมให้ หรือไม่ยอมทำตาม เมื่อถูกคนอื่นขอ
โดยธรรมชาติสัญชาตญาณของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตย่อมต้องหาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน ซึ่งพอตัวเองทำผิด มักไม่ยอมมองที่ตัวเอง แต่ชอบมองหาความผิดที่คนอื่นก่อนอยู่เสมอ
คนที่ชอบเห็นแก่ได้ มักชอบกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว
คนที่ไม่มีความพอดี ไม่มีความพอเพียงในชีวิต มักชอบนำตัวเองเข้าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ร่ำรวยกว่าตน หรือดูดีมีความสุขกว่าตน เมื่อคิดเทียบแล้วก็จะหันมาติสภาพของตัวเอง แม้ที่จริงตัวเองมีสภาพที่ดีไม่ต่ำต้อยอะไร แต่พอเทียบกับคนอื่นก็มองสภาพตัวเองว่าไม่ดี ไม่เพียงพอ มีน้อยกว่าคนนั้นคนนี้
จากนั้นตนก็จะเกิดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นขึ้นมา แล้วจะขวนขวายหาทางตอบสนองความอยากของตนเท่าที่ตัวเองทำได้
แต่ถ้าตัวเองไม่มีความสามารถล่ะ ก็จะหันไปรบกวนคนรอบข้างให้ช่วยเหลือ แทนที่จะยึดหลักว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน ก็จะหันไปพึ่งคนรอบข้าง ถ้าเงินไม่พอ ก็ขอยืมเงิน ขอนั่นขอนี่จากคนที่เขามี แล้วพอถูกปฏิเสธ ก็โยนความผิดยกข้อหาคนเห็นแก่ตัวไปให้คนอื่น ชอบหาเรื่องเขาว่าไม่มีความเมตตาบ้างล่ะ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่บ้างล่ะ ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างล่ะ ตามด้วยเหตุผลที่คิดเข้าข้างตัวเองอีกร้อยแปด
หากขับรถไปแล้วพบว่ารถคันอื่นไม่ยอมให้ทาง แล้วมักเกิดความโมโหแล้วหาเรื่องในใจกับคนอื่นที่ไม่ยอมให้ทาง ถ้ามีสติสักนิด น่าจะคิดให้ทันว่า เนี่ย เรากำลังอยากได้อีกแล้วนะ ที่รถคันอื่นเขาไม่ให้ทางนั้นน่ะ มันเป็นสิทธิของเขาที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ตัวเราเองต่างหากที่เป็นคนขอ ถ้าขอเขาแล้ว ไม่ได้ตามที่ขอ ก็ช่วยไม่ได้ ต้นตอเกิดจากความอยาก ความโลภ ความไม่รู้จักพอของตนต่างหาก
เมื่อตัวเองเห็นแก่ได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะหาว่า คนอื่นเขาเห็นแก่ตัว
เมื่อใดที่เกิดความคิดอยากจะตั้งข้อหาผู้อื่นว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว ก็ขอให้ย้อนกลับมาพิจารณาที่ตัวเองก่อนว่า นี่เราเห็นแก่ได้ใช่ไหม พอไม่ได้ในสิ่งที่อยาก เลยตั้งข้อหาให้ผู้อื่นใช่ไหม
ที่ต้องสังเกตุต่อก็คือ ธรรมชาติของคนที่ชอบกล่าวหาผู้อื่นว่าเห็นแก่ตัวนั้น จะมองไม่ออกหรอกว่าตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว แล้วไปเบียดเบียนผู้อื่นเขา แล้วจะเป็นฝ่ายเถียงคอเป็นเอ็นว่า เขาเองไม่ได้เบียดเบียนอะไรใคร มักยกเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายเข้าข้างตัวเอง เช่น เขาเองมีสิทธิอันชอบธรรมอยู่แล้ว หรือเป็นสิ่งที่เขาต้องได้อยู่แล้ว หรือเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องยอมให้กับเขา ไม่ว่ายังไงๆก็ต้องเป็นของเขา
ขอให้หมั่นคิดย้อนมาพิจารณาที่ตัวของเราเอง ดูให้ดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเราเป็นฝ่ายทำผิดหรือไม่ ถ้าเราได้ทำดีอย่างที่สุดแล้ว แต่ยังถูกติเตียนหรือป้ายร้ายอยู่อีก ก็เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นความเชื่อของผู้อื่น ธรรมชาติมันเป็นเช่นนี้เอง คนที่มีนิสัยเป็นมาตั้งแต่เกิดอย่างไร ก็มักจะติดนิสัยนั้นไปตลอด แม้แต่ตัวเราเองยังยากจะแก้นิสัยของตัวเอง ไฉนเลยจะไปคิดหาเหตุผลทำความเข้าใจความคิดนึกของผู้อื่น
อย่าเสียเวลา
